มั่นคง munkonggadget

รีวิว : Onyx Studio 4

 

 


สวัสดีครับทุก ๆ ท่านวันนี้ก็กลับมาพบกันอีกครั้งแล้วนะครับกับ "เปา พารากอน" ซึ่งในวันนี้ก็จะมีสินค้าเข้ามาอัพเดท และ รีวิวให้กับทุก ๆ ท่านได้อ่านกันเพลิน ๆ เช่นเคยครับ ซึ่งสินค้าที่จะนำมารีวิวนั้นมาจากแบรนด์ "Harman/Kardon" นั้่นเองครับ ซึ่งหากเราพูดถึงแบรนด์ Harman/Kardon แล้วหลาย ๆ ท่านก็จะนึกถึงลำโพงกันซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากทางแบรนด์นั้นสร้างลำโพงออกมาได้อย่างโดดเด่น และ ติดตลาดเป็นอย่างมากในในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก และ แน่นอนครับว่ารวมถึงในประเทศไทยเองด้วยซึ่งมียอดจำหน่ายพุ่งสูงมาก ๆ จึงทำให้มีฐานแฟนคลับกระจายอยู่อย่างมากมายทั่วทุกมุมโลก และ รุ่นที่สร้างชื่อให้กับทาง Harman/Kardon จนสร้างยอดจำหน่ายสูงมาก ๆ นั่นก็คือ "Onyx Studio 2" ที่วางจำหน่ายไปเมื่อสองปีก่อนนั่นเองครับ โดยในรุ่น Onyx Studio 2 นั้นมีดีไซน์การออกแบบที่เก๋ไก๋โดยจะมาในทรงกลมสีดำสนิทที่ดูแปลกตา แต่แฝงไปด้วยสเน่ห์อันเหลือล้นจนหลาย ๆ ท่านยอมควักเงินจ่ายอย่างง่ายดายอย่างกับต้องมนต์สะกด เพื่อให้ได้ลำโพงดีไซน์แปลกตาตัวนี้มาครอบครองครับ ซึ่งกาลเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ณ ปัจจุบันนี้ลำโพง Onyx Studio นั้นเดินทางมาถึงใน Generation ที่ 4 แล้ว ซึ่งราคาเปิดตัวของรุ่นนี้นั้นจะอยู่ที่ "8,990 บาท" เทียบเท่ากับรุ่นเดิมเลยครับ โดยในรุ่น Onyx Studio 4 นี่เองที่ผมจะนำมารีวิวให้กับทุก ๆ ท่านได้อ่านกันแก้เบื่อครับ โดยผมจะขอเริ่มต้นในส่วนของสเป็คที่น่าสนใจของตัวเครื่องกันก่อนเลยก็แล้วกันครับ ในรุ่น Onyx Studio 4 นั้นมาพร้อมกับสเป็คที่น่าสนใจดังนี้ครับ


 

ตัวลำโพงนั้นจะใช้การเชื่อมต่อแบบ Bluetooth ซึ่งรุ่นนี้จะมาใน Version 4.2 ที่รองรับ A2DP 1.3, AVRCP 1.6, HFP 1.6 ที่ต่อยอดมาจากในรุ่นเดิมที่ใช้ Bluetooth Version 4.1 ทำให้ได้คุณภาพสัญญาณที่ดียิ่งขึ้นประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม และ สามารถใช้งานได้กับทั้ง Smartphone, DAP, Laptop เลยครับ เรียกง่าย ๆ ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ที่สามารถส่งสัญญาณ Bluetooth ออกมาได้นั่นเองครับ

 

Transducers ของตัวลำโพงนั้นมาพร้อมกับ Woofer 2 x 75 mm และ Tweeter 2 x 20 mm ครับซึ่งสามารถให้แรงขับ 30W เมื่อใช้งานผ่าน Battery ในตัว แต่หากเราเสียบสายชาร์จ AC นั้นตัวลำโพงจะสามารถขับได้ถึง 60W เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าดังมาก ๆ และ เพียงพอต่อการใช้งานอย่างแน่นอนครับผม 


 

ในส่วนของของการใช้งานต่อเนื่องนั้น Onyx Studio 4 สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้นานถึง "8 ชั่วโมง" ต่อการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง ซึ่งจุดนี้จะมีลูกค้าหลายท่านนั้นสงสัยว่ามันใช้งานต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมงจริงหรือไม่ อันนี้ต้องขอบอกให้ทุกท่านทราบก่อนเลยครับว่า การที่สเป็คของตัวลำโพงแจ้งเอาไว้นั้นจะเป็นการเทสตามระดับความดังที่ต่ำ และ ใช้ไฟล์ MP3 เป็นมาตรฐานในการวัดครับ ซึ่งระยะเวลาในการใช้งานจริง ๆ นั้นจะลดหย่อนลงไปตามระดับความดังของเสียงที่เราเปิด และ คุณภาพของไฟล์เพลงก็มีผลต่อระยะเวลาของการใช้งานเช่นเดียวกันครับ หากเราเล่นไฟล์เพลงที่เป็น Lossless หรือ Uncompress นั้นก็จะทำให้ระยะเวลาในการใช้งานนั้นลดหย่อนลงไปบ้างแต่หลัก ๆ แล้วก็จะอยู่ราว ๆ 6 ชั่วโมงครับ ด้วยเหตุนี้เองที่ว่าทำไมลำโพงส่วนใหญ่ที่รองรับไฟล์เพลงระดับ 24 Bit นั้นถึงจำเป็นต้องใช้ไฟบ้านเป็นหลักครับ ส่วนระยะเวลาในการใช้ชาร์จไฟนั้นจะอยู่ราว ๆ "5 ชั่วโมง" ครับผม นอกจากนี้ตัวลำโพงนั้นยังสามารถใช้งานควบคู่ไปกับ Application ที่มีชื่อว่า "HK Connect" ครับ โดยภายในตัวของ Application นั้นเราสามารถใช้งานในการ เปลี่ยนชื่อตัวลำโพงของเราได้เพื่อง่ายต่อการจดจำ นอกจากนี้ยังเลือกกดใช้งานเป็น "Party Mode" และ "Stereo Mode" ผ่านตัว Application ได้เลย และ เมื่อมี Firmware ใหม่ ๆ เข้ามาก็สามารถกด Update ผ่านช่องทางนี้ได้เช่นกันครับ 


*0* สำหรับสเป็คที่น่าสนใจคร่าว ๆ นั้นก็จะมีประมาณนี้ครับ หากใครที่อยากดูสเป็คเต็ม ๆ นั้นสามารถดูได้ตามภาพนี้เลยครั
 



 
 
มาถึงช่วงที่ทุก ๆ ท่ารอคอยแล้วครับกับการรีวิว "The New Onyx Studio Series" อย่าง "Onyx Studio 4" รุ่นล่าสุดนี้ครับ มาดูในส่วนของหน้าตาแพคเกจกันก่อนเลยครับ โดยตัวกล่องของ Onyx Studio 4 นั้นยังคงมาในทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสมีพื้นหลังเป็นสีขาว และ ประดับประดาไปด้วยรูปลักษณ์ของตัวลำโพงเด่นหราอยู่ที่ด้านหน้าของตัวกล่องซึ่งบอกชื่อรุ่น และ สัญลักษณ์ของ Bluetooth เอาไว้ให้เห็นชัดเจนว่ารุ่นนี้ใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สายได้นั่นเองครับ 

 

ที่ด้านข้างนั้นก็จะมีการโชว์พื้นที่ด้านหลังของตัวลำโพงให้เห็นไปเลยว่ามีหน้าตาเป็นแบบใด ซึ่งที่ด้านหลังของตัวเครื่องนั้นก็ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงามถูกใจใครหลาย ๆ คนมากเลยทีเดียวครับ

มาดูที่ด้านหลังกันบ้างครับ ที่ด้านหลังนี้เองจะมีการบอกฟังก์ชั่นการใช้งานหลัก ๆ เอาไว้อย่างชัดเจนซึ่งจุดที่น่าสนใจนั้นจะอยู่ที่ "HK Connect+" ที่เหมือนกับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่ใช้ในลำโพงของทาง JBL เลยล่ะครับ เอ....หรือว่า ????  เอาเป็นว่าเดี๋ยวค่อยมาพูดถึงกันต่อในส่วนของฟังก์ชั่นดีกว่าครับ ฮ่า ๆ  


 


นอกจากนี้แล้วยังบอกสเป็คของตัวลำโพง และ อุปกรณ์ที่มีมาให้ภายในกล่องให้ทราบด้วยครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีแค่ตัวลำโพง และ อุปกรณ์ในการชาร์จไฟเท่านั้นครั

หลังจากที่แกะกล่องออกมาแล้วนั้นก็จะพบกับลำโพง Onyx Studio 4 ในทรงกลมแบบนี้เลยครับสวยงามมาก ๆ เลยทีเดียว ฮ่า ๆ ๆ 


 


สำหรับภายในกล่องนั้นจะมาพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟให้กับ Onyx Studio 4 และ คู่มือการใช้งานครับ

อันนี้จะเป็นสเปคของหม้อแปลงไฟที่ทาง Harman/Kardon ออกแบบมาสำหรับใช้งานร่วมกับ Onyx Studio 4 เท่านั้นครับ ซึ่งควรที่จะใช้งานให้ตรงรุ่นเพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับตัวผลิตภัณฑ์ครับ

 




ทีนี้เรามาดูในส่วนของตัวลำโพง Onyx Studio 4 ที่จะนำมารีวิววันนี้กันครับ ซึ่งในรุ่นใหม่นี้นั้นยังคงใช้รูปแบบหน้าตาแบบเดิมที่ถือว่าดีไซน์ออกมาแล้วก็สามารถใช้งานไปได้อีกนาน เนื่องจากรูปลักษณ์ของตัวลำโพง Onyx Studio 4 นั้นมีความสวยงามมาก ๆ ซึ่งตัวลำโพงนั้นมีงานประกอบที่แน่นหนา และ มาพร้อมกับวัสดุที่พรีเมี่ยมทำให้มองยังไงก็ไม่เบื่อนั่นเองครับ โดยส่วนตัวผมเองแล้วชอบรูปร่างหน้าตาทรงกลมมลของซีรีย์ Onyx Studio มาก ๆ ครับ เนื่องจากเวลาที่เรานำตัวลำโพงไปวางไว้ตรงมุมไหนของห้อง มุมนั้น ๆ ก็จะโดดเด่นขึ้นมาในทันที ช่วยดึงดูดสายตาของแขกผู้มาเยือนที่บ้านได้เป็นอย่างดี และ ยังทำให้เราได้โชว์พลังเสียงของตัวลำโพงให้ทุกคนได้ฟังอีกด้วยครับ ฮ่า ๆ ๆ


 


ลักษณะการใช้งานลำโพงจาก Harman/Kardon รุ่นนี้นั้นจะเป็นการใช้งานแบบวางตั้งเพราะฉะนั้นแล้วมันจึงมาพร้อมกับขาตั้งที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม สมส่วนเข้ากันกับดีไซน์ของตัวลำโพงเป็นอย่างดี โดยในส่วนปลายของขาตั้งที่ต้องสัมผัสกับพื้นผิวต่าง ๆ นั้นจะหุ้มด้วยยางที่อ่อนนุ่มทำให้เวลานำไปวางตามพื้นผิวต่าง ๆ นั้นจะทำให้ตัวลำโพงนั้นนิ่งอยู่กับที่โดยไม่เคลื่อนไหวไปตามแรงสั่นของ Passive Radiator ที่อยู่ด้านหลังของตัวลำโพงจึงช่วยให้น้ำเสียงนั้นนิ่งไม่มีการสั่นคลอนนั่นเองครับ 

และสำหรับขอบของตัวลำโพงด้านล่างนั้นก็จะมีปุ่มยางที่ช่วยดูดซับแรง และ ยึดเกาะพื้นผิวพร้อมทั้งช่วยป้องกันรอยขีดข่วนในส่วนของขอบใต้ลำโพงไปในตัวอีกด้วยครับ 


 


มาต่อกันที่ส่วนอื่น ๆ ของตัวลำโพงกันเลยครับแน่นอนว่าตัวลำโพงอย่าง Onyx Studio 4 นั้นจะเป็นลำโพงแบบกึ่งพกพาจึงได้ออกแบบให้ส่วนเว้าเอาไว้สำหรับเป็นที่จับเพื่อจะให้ยกไปวางตามตำแหน่งต่าง ๆ ที่เราต้องการได้อย่างสะดวกครับ 

 

มาดูในส่วนของ Input กันครับสำหรับพอร์ทการเชื่อมต่อ ต่าง ๆ นั้นจะอยู่ที่ด้านหลังของตัวลำโพง ซึ่งจะมีอยู่ 3 ช่องให้ใช้งานครับ (เรียงจากซ้ายไปขวา)

 

 

- Service : ช่องนี้จะเป็นพอร์ทแบบ Micro USB ที่มีไว้ใช้ในการอัพเดทเฟิร์มแวร์แก้ไขปัญหาจากทางศูนย์โดยเฉพาะครับ
 
- AUX : ช่องนี้จะเป็น Line-In สำหรับเชื่อมต่อเครื่องเล่นของเราเข้ากับลำโพงผ่านตัวสาย AUX ครับ เหมาะสำหรับเครื่องเล่นที่ไม่มี Bluetooth ในการเชื่อมต่ออย่าง iPod รุ่นเก่า ๆ หรือ DAP ที่มีช่อง Line-Out ที่สามารถนำสัญญาณ Analog ออกมาได้โดยตรงครับ 
 
- Power : ช่องนี้จะเป็นช่องสำหรับเสียบชาร์จไฟที่แถมมาในกล่องให้กับตัวลำโพง Onyx Studio 4 เท่านั้นครับผม 
 


 
ถัดมานั้นจะเป็น Passive Radiator ของตัวลำโพงครับ ซึ่งจะเป็นจุดที่โดดเด่นมาก ๆ ของซีรีย์ Onyx Studio ที่จะมีมาทุกรุ่นครับ ซึ่งเจ้าตัวนี้เองที่ทำให้เสียงย่านต่ำของ Onyx Studio 4 นั้นมีการตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยมครับ  โดยปกติแล้วลำโพง Bluetooth ต่าง ๆ นั้นก็จะมีปุ่มสำหรับคอนโทรลการเล่นเพลง และ อื่น ๆ มาให้ใช้งานกันอย่างสะดวกอยู่แล้วครับ ซึ่งในรุ่นของ Onyx Studio 4 นั้นทาง Harman/Kardon เองก็ทำเอาไว้ใช้งานเหมือนกันครับ ซึ่งพวกปุ่มควบคุมต่าง ๆ นั้นก็จะถูกจัดวางเอาไว้อยู่ตรงขอบของตัวลำโพงที่เป็นทรงกลมได้อย่างแนบเนียนทีเดียวครับ โดยปุ่มควบคุมต่าง ๆ นั้นจะมีมาให้ใช้งานถึง "6 ปุ่ม" ดังนี้ครับ 

 

On / Off :  สำหรับปุ่มนี้จะงานในการ เปิด-ปิด ตัวลำโพงครับ เมื่อกดเปิดแล้วจะมีไฟแสดงสถานะเป็นสีขาวติดสว่าง และ ยังสามารถใช้บอกสถานะของตัว Battery ได้อีกด้วย เมื่อ Battery ใกล้จะหมดนั้นตัวไฟแสดงสถานะจะเปลี่ยนเป็นสีแดงกระพริบทันทีครับ และ เมื่อเราเสียบสายชาร์จไฟแล้วไฟก็จะเป็นสีขาวกระพริบครับ

 

 


Phone : สำหรับปุ่มนี้ก็จะใช้ในการรับสายโทรศัพท์นั่นเองครับ โดยเมื่อเราเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับตัวลำโพงเรียบร้อยแล้ว และ ระหว่างที่กำลังฟังเพลงเพลิน ๆ นั้นเกิดมีใครโทรเข้ามาล่ะก็ตัวปุ่มกดนั้นจะมีไฟสีขาวกระพริบขึ้นมา และ จะมีเสียงริงโทนที่เราตั้งเอาไว้ดังขึ้นแม้ว่าที่สมาร์ทโฟนนั้นจะเปิดเสียงเอาไว้ก็ตามทีครับ ซึ่งเมื่อเรากดปุ่ม Phone ลงไปหนึ่งครั้งก็จะเป็นการรับสายโทรศัพท์ทันที และ แน่นอนครับว่ามีปุ่ม Phone มาให้นั้นก็จะต้องสามารถพูดคุยโทรศัพท์ผ่านทางตัวลำโพงได้โดยปริยายครับ และ หากกดลงไปอีกครั้งนึงก็จะเป็นการวางสายครับ นอกจากการกดรับสายโทรศัพท์แล้วปุ่ม Phone นี้ยังสามารถใช้งานเป็นปุ่ม Play / Pause & Next / Previous ได้อีกด้วยครับ เท่านั้นยังไม่พอหากเรากดปุ่ม Phone ค้างเอาไว้จะสามารถเรียกใช้งานคำสั่งเสียงอย่าง Siri และ Google Now ได้ตามระบบปฎิบัติการที่เราเชื่อมต่อเอาไว้เลยครับ

 


Bluetooth :  สำหรับปุ่มนี้จะใช้เป็นการเปิด  Bluetooth  และ Pairing  ครับ   โดยหากเรากดที่ปุ่มนี้ลงไปก็จะมีไฟสีขาว    กระพริบทำให้เราสามารถเสิร์ชหาชื่อ Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนได้ครับ ซึ่งการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ของ Onyx Studio 4 นั้นสามารถเชื่อมต่อได้พร้อมกันถึง  2  เครื่องในเวลาเดียวกันครับ   แต่จะเปิดเพลงได้แค่ทีละเครื่องเมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งกดเล่นเพลง   อีกเครื่องที่กดเล่นเพลงเอาไว้ก่อนหน้าก็จะหยุดเล่นไปในทันทีครับผม 


HK Connect+ : สำหรับปุ่มที่เรียกว่า HK Connect+ นี้ถูกเเพิ่มเข้ามาให้กับรุ่น Onyx Studio 4 เป็นตัวแรกของซีรีย์นี้เลยครับ มาถึงตรงนี้คนที่มีลำโพงของทาง JBL เริ่มยิ้มแล้วครับ  เนื่อง จากปุ่มนี้นั้นจะมีใช้งานอยู่กับทางลำโพง JBL ด้วย ซึ่งรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อกันได้นั้นจะต้องมีเครื่องหมาย "+" เหมือนกันเท่านั้นครับ โดยรุ่นลำโพงของทาง JBL ที่มีก็คือ Flip 4 และ Pulse 3 นั่นเองครับ ซึ่งทั้ง 3 ตัวนั้นสามารถเชื่อมต่อเพิ่อเล่นเพลงเดียวกันแบบ Party Mode ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในระบบนี้จะสามารถเชื่อมต่อกันได้มากกว่า 100 ตัว เลยทีเดียวครับ 

 



Volume +,- : สองปุ่มสุดท้ายนี้ก็ตามที่เข้าใจกันเลยคนครับ คือจะมีหน้าที่เพิ่มลดเสียงเท่านั้นจ้า

 

หลังจากดูสเป็คต่าง ๆ กับ ตัวเครื่องภายนอกไปแล้วนั้นมาดูกันที่เรื่องของโทนเสียงกันบ้างดีกว่าครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

 
จุดนี้ผมจะขอเริ่มต้นด้วยย่านเสียงต่ำกันก่อนเลย เนื่องจากโดยปกติผมจะชอบฟังย่านเสียงต่ำก่อนเสียงในย่านอื่น ๆ เสมอครับ ซึ่งในย่านต่ำของ Onyx Studio 4 นั้นให้เสียงเบสที่มาเป็นลูกกลม ๆ ให้หัวโน๊ตตัวแรกของเบสที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ซึ่งถ้าหากเทียบกับในรุ่นก่อนนั้นถือว่าดีขึ้นมากทีเดียวครับ เนื้อเบสนั้นมีความอิ่มมาแบบเต็ม ๆ อิมแพคนั้นมีมาแบบพอประมาณทำให้ตัวเบสนั้นดูสุภาพอ่อนโยนไม่กระโชกโฮกฮากแถมยังไม่มีอาการสั่นคลอนมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย และ ยังให้ Deep Bass ที่ยอดเยี่ยมแบบที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากลำโพงราคาต่ำหมื่นแบบนี้ครับ ตัวเบสนั้นยังมีขอบเขตของเสียงที่ดีไม่ถูกยกขึ้นมาจนกลบย่านอื่น ๆ จนมิด อีกทั้งเบสของ Onyx Studio 4 นั้นยังถือว่าเก็บตัวได้ดีไม่ยืดยาดจนเกินไป นั่นทำให้ยังสามารถฟังเพลงที่มีจังหวะให้โยกตามได้ดีครับ 
 
 
ซึ่งบทเพลงที่ใช้ทดสอบย่านต่ำนั้นผมเลือกเป็นเพลงของ The Script - No Man Is An Island จากอัลบั้ม Freedom Child ที่เป็นเพลงแบบมีสปีดปานกลางให้เบสที่กระแทกกระทั้นผสมผสานกับซาวด์ดนตรีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ให้แรงปะทะที่ดีเยี่ยมฟังสนุก ไม่จืดชืดครับ
เพลงต่อมานั้นผมลองเปลี่ยนแนวเพลงไปฟังเพลงแบบวัยรุ่น ๆ ที่กำลังฮิต ๆ กันอย่าง UrboyTJ กับเพลง รังเกียจกันไหม? ที่เป็นจังหวะเพลงช้า ๆ ที่ให้เบสที่ค่อยเป็นค่อยไป และ มีเสียงนักร้องที่ออกแนวเหงา ๆ เศร้า ๆ ตัวลำโพง Onyx Studio 4 นั้นก็ถ่ายทอดเสียงเหล่านั้นออกมาได้อย่างถึงอารมณ์ เบสนั้นมีความลึก และ ในจังหวะของเพลงที่เบสนั้นลากเสียงลงไปลึก ๆ ดึงจังหวะช้า ๆ นั้นตัวลำโพงก็สามารถตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียวครับ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบ Passive Radiators ของรุ่นนี้นั่นเองครับที่ทำได้ขนาดนี้ ซึ่งเมื่อลองได้ฟังเพลงเทียบกันหลาย ๆ แนวเล้วก็พบว่าตัวเบสนั้นมีความยืดหยุ่นตอบสนองย่านเสียงเบสในเพลงที่มีจังหวะที่เร็ว และ ช้า ได้ดีมาก ๆ ครับ

 

 

ย่านเสียงกลางนั้นมีเนื้อเสียงที่สะอาด มวลของเสียงนั้นมีน้ำหนักที่ดีแบบสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนโดยที่ไม่มีอาการพร่ามัวของเสียงแม้แต่น้อยครับ เสียงกีตาร์นั้นให้น้ำเสียงที่พริ้ว และ อ่อนหวาน มีอิมเมจของเสียงเครื่องดนตรีที่ใหญ่แบบรู้สึกได้โดยที่ไม่ต้องเพ่ง ซึ่งจากที่ได้ทดสอบกับบทเพลงที่เน้นเสียงกีตาร์เศร้า ๆ อย่าง Tears In Heaven ของ Eric Clapton นั้นสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลงออกมาได้อย่างน่าฟังสุด ๆ เลยครับ อีกทั้งยังให้เสียงของฉากหลังที่นิ่งสงัดทีเดียวครับ หากใครที่เป็นแฟนของ Harman/Kardon อยู่แล้วก็จะทราบกันดีว่าลำโพงของค่ายนี้นั้นมีการปรับจูนให้เสียงกลางนั้นถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงออกมาได้แบบครบ ๆ ให้มวลเสียงที่มีน้ำหนักไม่แห้งบาง มีโฟกัสของเสียงที่แม่นยำ และ ยังสามารถแยกแยะเสียงของเครื่องดนตรีในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ดีจึงทำให้เวลาฟังเพลงนั้นสามารถจับเสียงเครื่องดนตรีท่ีกำลังเล่นอยู่แต่ละชิ้นได้ดีอีกด้วยครับ 
 
 
ทางด้านเสียงนักร้องนั้นต้องบอกว่าลำโพง Onyx Studio 4 รุ่นนี้นั้นถ่ายทอดเสียงร้องออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ ครับ ทั้งเรื่องของอิมเมจเสียงที่ใหญ่โต ลอยเด่นออกมาให้ได้ยินกันแบบจะ ๆ เนื้อเสียง และ คำร้องนั้นชัดถ้อยชัดคำสามารถเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างหมดจด โดยที่ไม่รู้สึกว่าเสียงร้องนั้นแผดแต่อย่างใด อีกทั้งยังให้มวลเสียงร้องที่กลมกล่อมสามารถรับรู้ความสมจริงของเสียงร้องได้อย่างเต็มอรรถรสทีเดียวครับ ซึ่งผมได้ลองเทสกับเพลงหลาย ๆ แนวที่ผมฟังอยู่เป็นประจำอย่าง Gotten ของ Slash Feat.Adam Levine, Collide (Acoustic Version) ของ Howie Day หรือ จะเป็นเพลงลูกทุ่งอย่าง ฝืนใจหน่อยได้ไหม ของ ไผ่ พงศธร และ กลับคำสาหล่า ของ ไมค์ ภิรมย์พร นั้นต่างก็ให้เสียงร้องที่ยอดเยี่ยมเป็นลำดับต้น ๆ ของลำโพงในพิกัดราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทเลยครับ นอกจากนี้เสียงร้องนั้นยังไม่ไปกองรวมกับเสียงดนตรี ทำให้น้ำเสียงนั้นส่งตรงมาให้ฟังกันอย่างเต็มที่ครับ สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงที่ถ่ายทอดอารมณ์ของนักร้องออกมาได้แบบหมดจดนั้นจะต้องชอบอย่างแน่นอนครับสำหรับ Onyx Studio 4 รุ่นนี้ ในย่านเสียงกลางแหลม และ ปลายแหลมของรุ่นนี้นั้นต้องบอกว่าให้ปลายเสียงที่เนียนละเอียด ทอดตัวไปได้ดีโดยที่ยังคงมีหางเสียงอยู่แบบครบ ๆ อย่างไม่กุดด้วน และ ที่สำคัญขอบเสียงนั้นไม่คม หรือ ไบร์ท จนฟังแล้วล้าหูเร็วครับ 
 
 
สรุปโดยรวมของลำโพงจาก Harman/Kardon รุ่น Onyx Studio 4 นั้นถือว่าเป็นลำโพงไร้สายกึ่งพกพาที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ ด้วยการดีไซน์ที่สวยงามสามารถนำไปวางตำแหน่งไหนในบ้านก็ได้  บวกกับความสามารถในการเชื่อมต่อลำโพงแบบ Party Mode ที่สามารถเชื่อมต่อได้มากกว่า "100 ตัว" พร้อมทั้งยังมี Battery ในตัวสามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน และ ให้คุณภาพของเสียงที่เกินตัวไปมาก ซึ่งหากใครที่ได้ลองฟังแล้วรับรองว่าจะต้องติดใจในน้ำเสียงอันยอดเยี่ยมของ Onyx Studio 4 รุ่นนี้อย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงแบบไหน จะช้า หรือ เร็ว เก่า หรือ ใหม่นั้นก็สามารถฟังได้อย่างไม่ติดขัดแต่อย่างใดครับ สำหรับรุ่นใหม่นี้จะมีสีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Black และ White สามารถแวะข้ามาลองฟังตัวเดโมกันก่อนได้ที่ "มั่นคงแก็ดเจ็ท" ทุกสาขาเลยครับผม 
 
 
และสำหรับบทความรีวิวลำโพงจากแบรนด์ Harman/Kardon รุ่น Onyx Studio 4 นั้นก็ขอจบเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ หากใครที่มีคำแนะนำ ติชม หรือ อยากจะให้รีวิวสินค้ารุ่นไหนก็สามารถคอมเม้นท์บอกกันเอาไว้ได้เลยครับผม สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลาไปก่อน จนกว่าจะพบกันใหม่ในบทความครั้งหน้า สำหรับวันนี้ "สวัสดีครับ"
 

 

 

 

 

 

บทความโดย :  Pao / Siam Paragon  เขียนเมื่อ : 27 ก.ย. 2560



 



สินค้าที่เกี่ยวข้อง