***สินค้ารับประกัน 30 วัน***
หูฟังไร้สายจากทาง B&O ในรุ่น Beoplay E8 3rd Gen
เป็นหูฟังไร้สายในซีรีย์ล่าสุดที่มีการปรับปรุงทั้งภายในและภายนอกเลยครับ โดยเพิ่มในส่วนของการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และการสวมใส่ที่พอดีมากขึ้นครับ
การออกแบบ
ในส่วนของการออกแบบนั้น B&O Beoplay E8 3rd Gen เป็นหูฟังชนิด in ear แบบ true wireless ที่ไม่มีสายเชื่อมต่อทั้งสองข้างเข้าด้วยกันครับ มีน้ำหนักอยู่ที่ 5.8 กรัมเท่านั้น ซึ่งจัดว่าพอดีๆ ไม่หนักหรือเบาเกินไป ตัวหูฟังจะมีการออกแบบที่เป็นทรงกลม มีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อน ช่วยให้สวมใส่ได้อย่างพอดีขึ้น กระชับยิ่งขึ้น ควบคุมด้วยระบบสัมผัสที่ด้านข้างของหูฟังทั้งสองข้างเช่นเดิม มาพร้อมกับเคสสำหรับจัดเก็บและชาร์จแบตเตอรี่ในตัว ตัวเคสหุ้มด้วยหนัง ใช้การชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางช่อง USB-C ที่ด้านหลังตัวเครื่อง หรือจะชาร์จแบบไร้สายก็ได้เช่นเดียวกัน โดยภายในกล่องจะมาพร้อมกับจุกซิลิโคน 4 ไซส์ และจุกโฟมให้อีก 1 ไซส์ครับ
อุปกรณ์ภายในกล่อง
- B&O Beoplay E8 3rd Gen
- เคสสำหรับพกพาและชาร์จแบตเตอรี่
- จุกซฺลิโคนไซส์ XS, S, M, L
- จุกโฟม Comply ไซส์ M
- สาย USB-C
- คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
การใช้งาน
ในส่วนของการใช้งานนั้น หูฟัง B&O Beoplay E8 3rd Gen นั้นจะใช้การเชื่อมต่อไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.1 ที่รองรับ CODEC ทั้ง AAC และ aptX ครับ
สำหรับแบตเตอรี่นั้น E8 3rd Gen จะสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 7 ชั่วโมง (ระดับเสียงปานกลาง) และยังสามารถชาร์จแบตเตอรี่ผ่านตัวเคสได้อีก 4 รอบ ทำให้สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 35 ชั่วโมงเลยครับ โดนหากใช้งานจนแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จเป็นเวลา 20 นาที จะสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 1.5 ชั่วโมง โดยการชาร์จแบตเตอรี่ของตัวเคสนั้นสามารถทำได้ผ่านช่อง USB-C ด้านหลังตัวเครื่อง หรือจะชาร์จผ่านแท่นชาร์จไร้สายก็ได้ครับ
ภายในของ E8 3rd Gen นั้นจะใช้ชุดไดร์เวอร์ชนิดไดนามิคขนาด 5.7 มม. โดยเป็นไดร์เวอร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเฉพาะรุ่นนี้เลยครับ
สำหรับการควบคุมนั้นจะใช้ระบบสัมผัสที่ด้านข้างของตัวหูฟัง รวมไปถึงการสั่งเปิดโหมด transparency mode ที่จะเป็นการดูดเสียงจากภายนอกเจ้ามาในตัวหูฟัง ช่วยให้เราได้ยินเสียงรอบๆตัวโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกครับ
สำหรับการปรับแต่งฟังก์ชั่นต่างๆนั้นจะทำผ่านแอป Bang and Olufsen ที่สามารถใช้ปรับแต่ง EQ, Tranparency Mode, อัพเดท firmware ผ่านตัวแอปครับ
ในส่วนของการกันน้ำนั้น E8 3rd Gen จะกันน้ำในระดับ IP54 ซึ่งสามารถโดนเหงื่อและน้ำกระเด็นใส่ได้ จึงสามารถนำไปใส่ออกกำลังกายได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามตัวหูฟังนั้นจะไม่สามารถใส่อาบน้ำหรือใช้งานใต้น้ำได้ครับ
B&O E8 3rd Gen นั้นจะมีไมโครโฟนในตัว สำหรับใช้โทรศัพท์และสั่งงานด้วยเสียงผ่านทาง Siri, Google Assistant โดยเมื่อใช้โทรศัพท์จะมีเสียงออกทั้งสองข้างครับ
คุณภาพเสียง
เสียงเบส - ให้เบสที่นุ่มนวล ฟังสบาย แรงปะทะพอเหมาะไม่กระแทกกระทั้น รายละเอียดในส่วนของ deep bass นั้นทำได้ดี ฟังได้ชัดเจน
เสียงร้อง - เสียงร้องมีความอิ่ม หวาน ฟังสบายครับ โดยอิมเมจนักร้องนั้นมีขนาดปานกลางค่อนไปทางใหญ่ รายละเอียดเสียงเช่นเสียงในลำคอหรือจังหวะการหายใจต่างๆทำได้ชัดเจน จัดว่าเป็นหูฟังที่ให้รายละเอียดเสียงร้องได้ดีมากครับ
ปลายแหลม - เสียงแหลมมีหัวโน๊ตที่มีลักษณะหัวใน ทอดตัวไปได้ไกลปานกลาง รายละเอียดกรุ๊งกริ๊งพอมีอยู่ ฟังได้สบาย กลมกลืนไปกับย่านเสียงอื่นๆไม่โดดเด้งออกมาครับ
เวทีเสียง - เวทีเสียงกว้างกว่าหูฟัง in ear ทั่วๆไป โดยเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นอยู๋ห่างจากกันอย่างเป็นระเบียบ และตัวนักร้องจะขยับเข้ามาใกล้กับผู้ฟัง ทำให้เสียงร้องนั้นมีความชัดเจน เก็บรายละเอียดต่างๆได้ดี และยังระบุเครื่องดนตรีต่างๆได้อย่างแม่นยำครับ

สรุปเกี่ยวกับหูฟังไร้สาย B&O E8 3rd Gen
โดยรวมแล้ว B&O E8 3rd Gen นั้นเป็นหูฟังไร้สายที่ต่อยอดจากรุ่นก่อน โดยปรับปรุงในส่วนของบอดี้ให้มีขนาดเล็กลง สวมใส่ได้กระชับยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้อย่างยาวนาน จะใส่ใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือใส่ออกกำลังกายก็โอเค สามารถปรับแต่งฟังก์ชั่นต่างๆผ่านตัวแอปได้อีกด้วยครับ
อุปกรณ์ภายในกล่อง

"หากคุณต้องการหูฟังที่ให้คุณภาพเสียงระดับมาสเตอร์ ในรูปแบบไร้สายที่มาพร้อมกับการบ่งบอกถึงรสนิยมในด้านแฟชั่นของผู้ใช้งาน คุณอาจจะต้องการ BANG & OLUFSEN E8 ที่เข้าสู่ยุค 3rd Generation รุ่นนี้ครับ"
ก่อนอื่นเลยนั้นขอย้อนประวัติของแบรนด์ใหพอสังเขป เพื่อให้ผู้อ่านได้พอทราบถึงตัวแบรนด์คร่าว ๆ ก่อนนะครับ โดยแบรนด์ BANG & OLUFSEN นั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งในแรกเริ่มเดิมทีนั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงโทรทัศน์ และโทรศัพท์ ที่ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1925 ยาวนานมาจนถึงในยุคปัจจุบันนี้เลยล่ะครับ
หลายท่านคงจะรู้จักแบรนด์นี้จากในเรื่องของดีไซน์ การออกแบบที่ดูหรูหรา มีสไตล์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือคุณภาพของน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน ซึ่งต้องบอกเลยว่าใครที่เป็นคอเบสหนัก ๆ อาจจะต้องหันหลังกลับ หรือมาทดลองฟังดูก่อน อาจจะหลงรักเสียงของแบรนด์นี้ไปเลยก็ได้ครับ
บอกเลยว่ามันดีจริง ๆ นะคุณ !!!
ก่อนอื่นเลยมาชมหน้าตาแพ็คเกจสินค้าของรุ่นนี้กันสักหน่อยนะครับ ด้านหน้าจะเน้นความสะอาดสะอ้าน ไม่มีการใช้ตัวอักษรมากจนเกินไป ทำให้กล่องดูมีความเรียบแต่แฝงความมีระดับไว้ด้วยครับ ต่อจากนี้ผมอาจจะต้องขอเรียกแบรนด์ BANG & OLUFSEN ว่า B&O ที่เรา ๆ ท่าน ๆ คุ้นเคยกันดีนะครับ
ซึ่งเมื่อเปิดกล่องสินค้าออกมาแล้วนั้นก็จะมีอุปกรณ์ที่ให้มาดังนี้ครับ

- B&O E8 3rd Generation case 1 ชิ้น
- B&O E8 3rd Generation headphone 1 ชุด
- สายชาร์จ Usb Type C
- จุกโฟม 1 คู่ ( M )
- จุกซิลิโคน 4 คู่ มีทั้งหมด 4 ขนาด ( Xs, S, M และ L )
- คู่มือการใช้งาน 1 เล่ม
"แล้ว B&O รุ่นนี้ต่างจากเดิมแค่ไหนกัน" กับสโลแกน More Compact. More Powerful.
มาดูกันที่ตัวหูฟังกันก่อนเลยนะครับ วัสดุที่ทาง B&O มักจะนำมาใช้นั้น จะเป็น Polymer คุณภาพสูงที่ให้ความทนทาน กับน้ำหนักเพียง 5.8 กรัมเท่านั้น ที่สำคัญบอดี้มีการปรับขนาดให้กระทัดรัดขึ้น สวมใส่ได้ง่าย และสบายหูมากขึ้น มีแบตเตอรี่ภายในตัวหูฟัง 60 mAh ต่อ 1 ข้างครับ

ตัวเคสชาร์จจะมาพร้อมกับการหุ้มหนังแท้ ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ที่ดูลงตัวทั้งขนาดในการพกพาที่ไม่เทอะทะ โดยมีแบตเตอรี่ที่บรรจุในตัวเคสชาร์จอยู่ 530 mAh และมีน้ำหนักเฉพาะตัวเคสชาร์จเพียงแค่ 55 กรัมเท่านั้นและมาพร้อมกับไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ที่ด้านหน้าของตัวเคสชาร์จ ซึ่งสีของไฟจะเปลี่ยนไปตามปริมาณแบตเตอรี่ที่คงเหลืออยู่ภายในเคสครับ
บอดี้หูฟังจะมีการสกรีนตัวอักษร บอกแจ้งฝั่งของหูฟังทั้ง 2 ด้านอย่างชัดเจนอีกด้วยครับ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะใส่ผิดข้างแต่อย่างใด
หลาย ๆ ท่านอาจจะอยากรู้แล้วสิครับ ว่ารุ่น 3rd Generation มีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง ซึ่งผมจะทำ Spec เปรียบเทียบกันระหว่างรุ่น 2.0 กับ 3rd Generation แบบคร่าว ๆ มาให้ดูด้วยครับ
B&O E8 2.0 Specification
- Bluetooth 4.2
- รองรับสัญญาณ Codec : AAC เท่านั้น
- แบตเตอรี่ใช้งานได้ 4 ชั่วโมงครับ
- เคสชาร์จ + หูฟัง จำนวนการใช้งานนั้นจะใช้ได้สูงสุด 16 ชั่วโมงจ้า
- ไม่กันน้ำ กันฝุ่นนะครับ (ยกเว้นรุ่น B&O E8 2.0 รุ่น Motion ที่ทำออกมาใส่ระบบกันน้ำ กันฝุ่นเพิ่มเติมมาให้ครับ)
- รองรับการชาร์จแบบไร้สายสำหรับตัวเคสชาร์จ มาตรฐาน Qi เป็นครั้งแรกของ B&O ครับ
B&O E8 3rd Generation Specification
- Bluetooth 5.1
- รองรับสัญญาณ Codec : AAC, Qualcomm aptX
- แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 7 ชั่วโมง ( ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้ด้วยนะครับ อาทิ เปิด Volume เพิ่มก็อาจจะทำให้กินแบตเตอรี่มากขึ้นได้ครับ)
- เคสชาร์จแบตเตอรี่ความจุมากขึ้น ทำให้ชั่วโมงการใช้งานตัวหูฟัง + เคสจะใช้งานได้ถึง 35 ชั่วโมงเลยจ้า
- ครั้งนี้มาพร้อมกับการกันน้ำ กันฝุ่นแล้วนะครับ โดยไม่ต้องมีรหัส Motion แบบรุ่น 2.0 แล้ว
- รองรับระบบ Fastcharge ในตัวหูฟังแล้วด้วยล่ะครับ ซึ่งชาร์จเพียง 20 นาที จะใช้งานได้ 1 ชั่วโมง 30 นาทีเลยนั่นเองล่ะครับ
- แอปพลิเคชั่น มีการเพิ่มเติมระบบ Ambient ที่ปรับระดับการได้ยินเสียงภายนอก เพิ่ม / ลดได้ถึง 3 ระดับ
- รองรับการชาร์จไร้สาย มาตรฐาน Qi ตามรุ่นพี่ 2.0 ครับ (สำหรับเคสชาร์จเท่านั้น)
- สิ่งหนึ่งที่ดีขึ้นกว่ารุ่น 2.0 อย่างชัดเจนเลยคือไมโครโฟนที่มีมาให้ถึง 4 ตัว ที่มีระบบลดเสียงรบกวนในการสนทนาที่ดีขึ้น จะนำไปใช้เป็น Smalltalk ในการรับสายก็ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ แต่เนื่องจากยังมีเหตการณ์ในบางสถานการณ์ อาทิ เดินริมถนน หรืออยู่บนรถไฟฟ้า ก็ยังคงต้องเพิ่มเสียงของเราในการสนทนาสายเช่นเคยครับ
มาต่อกันที่การเชื่อมต่อหูฟัง B&O E8 3rd Generation กับ Smartphone กันเลยครับ เบื้องต้นนั้นการเชื่อมต่อจะใช้การแตะสัมผัสที่บริเวณ Touchscreen ของตัวบอดี้หูฟังทั้ง 2 ข้าง ค้างไว้ 5 วินาทีจนขึ้น สเตตัสไฟเป็นสีฟ้ากระพริบแบบนี้นั่นเองครับ ก็พร้อมที่จะเชื่อมต่อกับ Smartphone ในทันทีครับ
การควบคุมสั่งการ เล่นเพลง / หยุดเพลง
- แตะ 1 ครั้งที่ตัวหูฟังด้านขวาครับ
การสั่งการเปลี่ยนเพลง
- แตะ 2 ครั้งที่ตัวหูฟังด้านขวา เพื่อเปลี่ยนเพลงถัดไป
- แตะ 3 ครั้งที่ตัวหูฟังด้านซ้าย เพื่อย้อนกลับไปเพลงก่อนหน้า
การปรับ Volume เพิ่ม / ลด
- แตะค้างไว้ที่ตัวหูฟังด้านขวา : เพิ่มเสียง
- แตะค้างไว้ที่ตัวหูฟังด้านซ้าย : ลดเสียง
โหมด Transparency Mode
- แตะ 1 ครั้งที่ตัวหูฟังด้านซ้ายครับ

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานที่ปลอดภัยต่อชีวิตมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่เราใช้งานหูฟังประเภท In-ear แล้วนั้น ความระมัดระวังของผู้ใช้อาจจะลดลงได้ และเมื่อไม่ต้องการใช้งานก็แตะซ้ำอีก 1 ครั้งที่ด้านซ้าย ก็จะทำการปิดโหมดได้อย่างง่ายดายครับ
คราวนี้มาต่อกันที่ตัวแอปพลิเคชั่นกันต่อเลยครับ
แอปพลิเคชั่นจากทาง B&O นั้น จะเน้นความเรียบง่าย ให้ทำการเลือก Model ที่ต้องการใช้งาน ออกแบบแอปพลิเคชั่นมาได้สะอาดตา ซึ่งหลังจากที่ทำการเลือก Device เสร็จแล้วนั้น จะมีโหมดการปรับโทนเสียง, ปรับ Ambient Sound และทำการแจ้งเตือนสำหรับการ Update Firmware ได้อีกด้วยครับ แต่ในขณะที่ทำการเขียนบทความนี้ ผมใช้งานควบคู่กับสมาร์ทโฟน iPhone 11 Pro ยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับตัวแอปพลิเคชั่นได้ จึงคาดว่าในอนาคตทางแบรนด์จะมีการปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้ตามปกติครับ
ในตอนนี้ก็มาถึงช่วงที่สำคัญที่สุดแล้วล่ะครับ นั่นคือเรื่องของเสียงจากหูฟัง B&O E8 3rd Generation กันแล้วล่ะครับ โดยได้น้องชายที่น่ารักประจำสาขาสยามพารากอน มาเป็นนายแบบครับ
Bass - เสียงเบสของ B&O E8 3rd Generation นั้นจะเน้นเป็นเบสในเชิงคุมโทน ไม่ดุดันแต่ยังคงมีแรงปะทะที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนและเก็บตัวค่อนข้างไวทำให้สามารถฟังเพลงที่เน้นความสนุกของจังหวะได้ดี อีกทั้งยังเป็นเบสที่ลงน้ำหนักได้ลึกอีกด้วยครับ แต่จะไม่ได้ดึงตำแหน่งของเสียงย่านนี้ขึ้นมานำเสียงในย่านอื่นเท่านั้นเองล่ะครับ
Mid - เสียงกลางของ B&O E8 3rd Generation ยังคงมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน มีความพริ้วไหวของเสียงนักร้องที่ให้ความนุ่มนวลได้อย่างดีเยี่ยม โดยที่ตำแหน่งของเสียงนักร้องนั้นจะไม่ได้มาอยู่ประชิดตัวผู้ฟังมากจนเกินไป จึงทำให้การฟังเพลงไม่เกิดความอึดอัดมากจนเกินไปครับ
Treble - เสียงปลายแหลมของ B&O E8 3rd Generation ก็เป็นเอกลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่ให้ความคมชัด ทำให้ถึงแม้ตำแหน่งของชิ้นดนตรีจะอยู่ห่างจากผู้ฟังออกมาก็ยังแสดงเนื้อเสียงออกมาได้ดี และให้รายละเอียดของปลายเสียงออกมาดีมาก และถ้าหากผู้ฟังเป็นคนที่เน้นในเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยในเพลงโปรด ผมบอกได้เลยว่าประทับใจอย่างแน่นอนครับ
Soundstage - เวทีเสียงของ B&O E8 3rd Generation รุ่นนี้ทำออกมาในขนาดปานกลาง ไม่กว้างและไม่แคบจนเกินไปด้วยครับ ทำให้เราสามารถเห็นขอบเขตของตัวเวทีได้อย่างชัดเจน และไม่อึดอัดเพราะเนื้อเสียงที่ทางแบรนด์ทำการปรับแต่งมานั้นจะให้ความโปร่ง ฟังสบาย ๆ ได้อย่างเพลิดเพลินเลยล่ะครับ
การชาร์จไฟเข้าที่ตัวเคสชาร์จจะมีช่อง USB Type C อยู่ทางด้านหลังตัวเคสชาร์จครับ
และเมื่อทำการชาร์จไฟ ไฟสถานะที่ตัวเคสชาร์จจะแสดงผลทันที โดยจะบอกจำนวนปริมาณแบตเตอรี่ที่มีอยู่ในตัวเคสชาร์จอีกด้วยครับ
และถ้าหากถามว่าความแตกต่างในทางด้านเนื้อเสียงล่ะ ระหว่างรุ่น 2.0 กับ 3rd Generation ผมบอกได้เลยครับว่าเนื้อเสียงมีความคล้ายคลึงกันหากแต่ว่าในความเหมือนกับได้สเปค ที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็ถือว่าปรับปรุงมาได้ดีมากกว่าเดิมมากเลยล่ะครับ และหากเทียบกันในรายละเอียดของ aptX ที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมาด้วยนั้น ทำให้ช่องไฟของน้ำเสียงจัดวางตำแหน่งได้สมบูรณ์แบบมากขึ้นอีกด้วย โดยสไตล์เสียงของแบรนด์ B&O นั้น สามารถฟังเพลงได้หลากหลายประเภทมาก ๆ ครับ ไม่เจาะจงว่าจะต้องฟังกับสไตล์เพลงชนิดใดเป็นพิเศษ แต่หากว่าฟังเพลงช้า ก็อาจจะรู้สึกว่าการเก็บตัวของเสียงในบางย่านจะค่อนข้างไวครับ ส่วนอีกหนึ่งจุดที่ดีและใช้งานได้จริงนั่นคือ ขนาดของบอดี้ตัวหูฟังที่เล็กลงถึง 17% จากรุ่น 2.0 ก็ทำให้การสวมใส่ยิ่งสบายมากขึ้น ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ไม่ล้าหูง่ายอีกด้วยครับ
มาถึงช่วงสุดท้ายของบทความนี้ก็อยากจะให้ทุกท่าน ได้มาทดลองสินค้า ทดลองฟังกันดูเพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อสินค้า ซึ่งราคาเปิดตัวนั้นลดลงเหลือเพียง 12,900 บาท เท่านั้นครับ สำหรับบทความนี้ผม มาร์ช พารากอน ขอตัวลาไปก่อน พบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
