มั่นคง munkonggadget

รีวิว : Astell&Kern AK70 MKII พระกาฬเก่งเล็กภาค 2

 


รีวิว : Astell&Kern AK70 MKII พระกาฬเก่งเล็กภาค 2

 

วัสดีครับมิตรรักแฟนเพลงที่หลงใหลการฟังเพลงจากเครื่องเล่นพกพา วันนี้ผมกลับมาอีกครั้ง กลับมารีวิวเพลย์เยอร์พกพาตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งหลายคนคงร้องและด่าในใจ งวดนี้เฮียคงสั่งมาเยอะใช่ไม๊ล่ะ ถึงลงมือเขียนรีวิวเอง เล่นเอง ชงเอง และกินเอง  ตอบว่าถูกต้องแล้วครับ เพราะเวลามีสินค้าตัวไหนที่เข้าตา(ต้องเรียกเข้าหู) และมีคุณภาพที่ดี ผมมักจะฟังแบบพินิจจริงๆจังๆ และก็จะตัดสินใจว่าถึงเวลาเลิกขี้เกียจได้แล้ว ต้องลงมือเขียนให้ทุกท่านอ่าน(ได้แล้วโว๊ยๆๆๆ) 555  


สินค้าตัวนี้ไม่ใช่ไลน์ใหม่อะไรเลยครับ จะว่าไปมันเป็นหนังภาค 2 ของ Astell&Kern นั่นก็คือหนังภาคสองของ Astell&Kern AK70 MKII แต่มันดันเป็นหนังภาค 2 ที่ผมดูแล้วรู้สึกสนุกกว่าภาคแรกขึ้นไปอีก ก็เลยต้องนำมาเล่าให้ทุกท่านได้ทราบกัน เจ้า AK70 MKII นั้นเป็นน้องเล็กจากค่าย ที่ทิ้งช่วงห่างจากรุ่นแรกอยู่ปีเศษๆ แต่ทิ้งช่วงห่างจาก AK Kann และ SP1000 พี่ชายกล้ามใหญ่ราวๆ 4-5 เดือน เอ้า ฟังผมโม้ต่อไปยาวๆเลยครับ

 

ในช่วงที่ผ่านมา หลายต่อหลายคนอาจจะเลือกมองเพลย์เยอร์ฟังเพลงที่ถูกใจ แต่ผมเข้าใจดีครับ บางท่านรออะไรบางอย่างที่มันต้องคลิกโดนใจจริงๆ แต่ก็ยังไม่มาซักกะที และงวดนี้ล็อตเตอรี่ออกแบบตรงๆ คือถูกยกแผง ด้วยการที่ AK ออกเครื่องเล่นที่มีคุณสมบัติที่ทุกท่านชอบมากถึงโคตรมาก นั่นก็คือเพลย์เยอร์ที่มีความ "เล็ก" การที่จะทำเครื่องเล่นที่ต้องออกมาชิ้นเล็กนี่ก็ต้องถือว่ายากแล้ว และยิ่งต้องเป็นเล็กแบบเสียงดี ฟังก์ชั่นครบจัดเต็มแบบ อวทม อันนี้ไม่ต้องคุยให้เมื่อย เพราะมันยากขึ้นไปอีกมากมายนัก

 


 

ล็อตเตอรี่อีกชุดที่ถูกกันจังเบอร์กับ AK 70 MKII ก็คือสีดำครับ สีดำแบบนี้ถูกกั๊กไว้ 1 ปี เล่นเอาชายฉกรรจ์หลายต่อหลายท่านที่รอสีดำถึงกับหงุดหงิด เพราะว่า AK70 ภาค 1 ดันออกสีฟ้ามาก่อนซะงั้น เล่นเอาหลายคนที่อยากซื้อ AK 70 ภาคแรกใจจะขาด แต่กลับเหยียบเบรค ABS กันเอี๊ยดอ๊าดก็เพราะความที่มันไม่ใช่สีดำนี่แหละ หลายคนถึงกับเหวอกับสีฟ้า แต่งวดนี้ AK70 MKII เป็นอลูมิเนียนที่ทำการชุบแบบอโนไดซ์อย่างดี ซึ่งสามารถคุ้มครองป้องกันเครื่องเล่นจากสัญญาณกวนคลื่น RF ที่ล่องลอยดุจสัมภะเวสีในอากาศได้อย่างดี

 

ล็อตเตอรี่ถูกไปแล้วสองชุด ยังมีชุด 3 ก็คืองวดนี้ทาง Astell&Kern ปรับชิพแดคจากเดิม 1 ตัวมาเป็นสูตรใหม่ไฉไลกว่านั่นก็คือ "Dual Dac" CS4398 จำนวน 2 ตัว หลายๆคนไม่ทราบว่าชิพแดค 2 ตัวดีกว่า 1 ตัวอย่างไร อธิบายง่ายๆก็คือจากเดิมใช้ตัวเดียว ถอดรหัสทั้งแชนแนลซ้ายกับขวาไปทีเดียวเลยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเครื่องเล่นทั่วไปมักจะใช้ชิพแดคตัวเดียวอันเดียวในการถอดรหัสตั้งแต่ต้นยันจบ เพราะทำได้ง่ายกว่า วรจรเซอร์กิตที่รองรับทำง่ายกว่า ต้นทุนถูกกว่า
 


แต่การเพิ่มชิพแดค 2 ตัวก็เท่ากับว่า AK70 MKII ตัวนี้ตั้งใจแยกการทำงานของแชนแนลซ้ายและขวาออกจากกัน จะได้ไม่แย่งอาหารกัน ไม่กัดกันเหมือนสุนัขกัดกัน แยกช่องทางชัดเจนกันไปเลย จะบอกว่าชิพสองตัวทำให้มันทำงานได้สบายขึ้น กับข้อมูลที่ถูกแยกออกเป็น 2 ทางซึ่งหวังผลได้ถึงเรื่องความเที่ยงตรงและความเพี้ยนที่ต่ำกว่า ซึ่งท่านใดต้องการให้ผมอธิบายในเชิงวิศวะมากกว่านี้ ผมขออนุญาตทุกท่านลาไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำ แล้วรอผมสอบเข้ามหาลัยแผนกวิศวกรรมอิเล็คโทรนิคได้ก่อนก็แล้วกัน


 

หลังจากถูกหวยเบอร์ไป 3 ชุดจังๆ ยังตอดนิดตอดหน่อยจากเลขท้ายรางวัล 3 ตัวอีก นั่นก็คืออายุแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมอีกพอสมควร คือเวลานักเขียนรีวิวถ้าจะเขียนให้คนอ่านๆแล้วรู้สึกว่าได้อะไรเพิ่มมากขึ้น ต้องเลี่ยงใช้คำว่าอีกหน่อย แต่ใช้คำว่ามากอีกพอสมควร 55 อันนี้ก็เช่นกันครับ ในตัวเดิมแบตมีขนาดความจุ 2,200mAh 3.7V Li-Polymer งวดนี้จัดมาให้เป็น 2,500mAh พอกดเครื่องคิดเลข เออวุ๊ย เพิ่มมาให้มากขึ้นราวๆ 14% ถือว่าไม่น้อยแล้ว เรียกว่าเล่นได้นานขึ้นกว่าเดิมอีกพักนึงก็แล้วกัน

ความสามารถอีกอย่างที่มาเห็นๆ และผมถือว่าไม่ใช่ของแถม แต่เป็นอาหารจานหลักก็คือ เรื่องการปรับ output ให้ลงตัวและเสียงที่เหมาะสมกว่าเดิม คือปรับ output Balance 2.5mm. ให้เเรงขึ้นเป็น 4.0Vrms (จากเดิม 2.3 Vrms)   เเละปรับ output ช่อง single ended หรือช่อง 3.5 mm ลดลงจาก 2.3 Vrms. เหลือ 2.0 Vrms   บางคนร้องอ้าว ไหงเพิ่มช่องบาลานส์ แล้วมาลด output ช่อง 3.5 มม. ที่ใช้ประจำให้เบาลงล่ะ โอเครๆๆ ใจเย็นๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ามันดียังไง
 
นอกนั้นก็จะเป็นปกติทั่วไปของเพลย์เยอร์ครับ คือผมขี้เกียจเอามาเล่า เช่นความสามารถในการอ่านไฟล์ Hires และ DSD ก็ทำได้แบบที่มันต้องทำได้ ใครทำไม่ได้ต้องถือว่าเป็นเพลย์เยอร์พิการ เพราะฉะนั้นผมคงไม่อธิบายตรงนี้ให้เมื่อยนิ้วผม เพราะเอาเป็นว่ามันอ่านไฟล์ความละเอียดสูงได้ทุกตระกูลก็แล้วกัน และท่านส่วนมากก็ไม่ค่อยมีไฟล์เหล่านี้เท่าไหร่ ส่วนมากนิยมไฟล์ตราขอกับไฟล์ตราผี 555 ซึ่งก็เป็นอันหายห่วง เพราะมันเล่นไฟล์ที่ท่านหามาได้ทุกตระกูลทำนองนั้น

 





ส่วนเสปคอีกตัวที่สูงขึ้นทั้งกระดานเหมือนหุ้น ก็คือพวก frequency response หรือการตอบสนองความถี่ทั่วทุกย่านเสียง, Signal to noise  ratio อัตราส่วนเสียงที่ต้องการกับอัตราเสียงกวน หรือพวกอัตราความเพี้ยน THD ที่ต่ำลง เอาเป็นว่าทุกอย่างดีขึ้น ซึ่งท่านก็แค่รับรู้ไว้ก็พอว่าจ่ายเงินแล้วทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นค่าเบาหวาน ความดัน ค่าไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดดีหมด เป็นไงมั่งสบายใจขึ้นมั่งหรือยังครับท่าน 555


 
เมื่อตะกี๊คือส่วนที่ดีขึ้น ปรับปรุงใหม่ขึ้น ซาบซ่าขึ้น มีฟองมากกว่าเดิม ซักได้สะอาดขึ้น 555 ส่วนที่ดีขึ้นก็คือหนาขึ้นนิดนึงครับ แหมหลายคนบอกขนาดหนาขึ้นเฮียยังบอกดีขึ้นอีกเหรอ งั้นถ้าหากตัวนี้บางลงกว่าเดิมล่ะ แล้วเฮียจะว่าไง ผมก็จะบอกว่ามันก็ต้องดีขึ้นอยู่ดี 555 ต้องเรียนให้ทราบแบบนี้ครับ บนโลกแห่งนวัตกรรมนั้น ทุกคนที่ทำงานล้วนแล้วแต่คาดหวังกับผลงานการออกแบบที่ดีขึ้น สมมุติฐานที่นำมาปรับปรุงคุณภาพสินค้านั้น ล้วนแล้วแต่ต้องรองรับด้วยเหตุผลที่ดีขึ้นทั้งสิ้น
 
 
ในตัว AK70 MKII นั้น ถ้าหากเปรียบกับ AK70 เดิมแล้ว น้ำหนักมากขึ้นอีก 18 กรัม คือมีน้ำหนักชั่งตอนเช้าก่อนชกอยู่ที่ 150 กรัม ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มมานั้น เหตุมาจากความหนาที่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะมาจากแบตเตอรี่ที่มีขนาดหนาขึ้นอีกเล็กน้อย และการปรับรูปลักษณ์เมื่อวางอยู่ในมือแล้วรู้สึกกระชับ มั่นใจ ไม่เบาจนกลายเป็นของเล่น และไม่ใหญ่เทอะทะจนทำให้คอนเซปท์ความเป็นเพลย์เยอร์ตัวเล็กเสียไป และหากใครได้จับ AK70 MKII จะรู้สึกถึงอาการ"อยู่มือ" คือมันมีการลบเหลี่ยมทางด้านขวาตอนล่างออกนิดนึง เพื่อให้สัมผัสแล้วไม่รู้สึกถึงคำว่าระคายมือ
 
 

ปุ่มปรับต่างๆในตัว AK70 MKII ใหม่นั้น วางตำแหน่งเดิมๆ ขนาดก็ใกล้เดิม แต่ปุ่มโวลลุ่มมีพื้นที่ในการจับมากกว่า คือตัวบ่ารับปุ่มนั้นมีความกว้าง ทำให้การคอนโทรลปุ่มโวลลุ่มเร่งลดระดับเสียงทำได้แบบมีประสิทธิภาพ ใครที่นิ้วสั้นหรือใครที่นิ้วยาว ปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขในตัว MKII แล้วครับ 555 ส่วนปุ่มอื่นๆผมเฉยๆ เพราะจริงๆมันเล็กไปนิดหน่อยสำหรับผม และรำคาญอีตรงหน้าจอดับแต่ต้องมาปลุกมันตื่นด้วยการกดปุ่ม on/off ที่ขนาดเล็กไปนิดจริงๆ
 
 
หลังจากอารัมบทเล่าเป็นวรรคเป็นเวร อู้จนเนื้อหายาวได้ที่ก็ถึงเวลามาเล่าถึงเรื่องเสียงว่ามันเป็นไงมั่งแล้วครับ 555 เจ้า AK70 MKII  นั้นมีความจำในตัวอยู่ที่ 64GB และแถมยัดเมมแบบ Micro SD card ได้ถึง 256GB ท่านใดสะดวกแบบลงเพลงในเมมหลายๆอัน ก็ลงได้ตามใจชอบ แต่ยังไงมันก็ใส่ได้อันเดียวตามเดิมครับ 55 พวก UI ต่างๆยังคงมาแนวไม้เมืองเดิม คือหน้าตาเดิม หน้าจอเป็นแบบทัชสกรีน อะไรเคยแตะตรงไหนก็แตะเหมือนเดิม ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัวครับ ทุกอย่างลื่นไหลทัดเทียมกับตัวท็อประดับ Flag Ship ของค่ายยังไงยังงั้น
 
เสียบฟังกันเลยครับ ผมเอาหูฟังหลายๆตัว หลายๆระดับราคามาคละกัน เพื่อฟังการตอบสนอง ความเที่ยงตรงของเสียงที่ได้ โดยเลือกกลุ่มหูฟังที่ราคาไม่เป็นการขี่คอเอาเปรียบกับราคาค่าตัวของ AK70 MKII จนเกินไป คือตัวเต็มที่ก็ใช้เพียง Campfire รุ่น Polaris และ AK Michelle ส่วนระดับล่างๆลงมา ผมเลือกเอาแบบระดับโคตร budget ในพิกัดที่ใครๆก็ซื้อได้ อย่าง Kinera H3 และ Hifiman RE400 หูฟังอมตะที่ขายไปขายมา ผมว่าร้านมั่นคงจะขายตัวนี้เยอะที่สุดในโลก อ้อ ไม่ใช่ซิ น่าจะขายมากที่สุดในระดับจักรวาล 555

ลองกับการฟังแบบผ่านช่อง Single End กันก่อนครับ จากในสเปคระบุมาชัดเจนว่าช่อง single end 3.5 มม. นั้นให้ output ที่เบาลง หลายท่านเป็นกังวลว่าตูมีแต่หูฟัง 3.5 มม. แล้วเอาท์พุทเบาลงแบบนี้ใช้ได้ไง ต้องตอบว่าแบบนี้ครับ ในขั้นแรกอย่าเพิ่งไปสนใจตัวเลขครับ ให้ลองฟังเสียงกันก่อน ผมเทียบแบบ A/B test กับตัว AK70 ตัวแรก ปรับที่ความดังระดับ 100-110 เท่าๆกัน สัมผัสแรกพบว่ามันเบาลงจริงๆ แต่ไม่ใช่เบาลงแบบหายหรือลดฮวบแต่อย่างใด
 
 
แต่ผมฟังแล้วเหมือนเสียงดนตรีที่เคยดังโฉ่งฉ่าง ส่อแววพยศในตัว AK70 ตัวแรก มันสงบ เชื่องลง หรือจะบอกว่า AK70 MKII นั้นกำราบได้อย่างอยู่หมัด เพราะถ้าเร่งความดังจะรู้สึกเลยว่า AK70 MKII เบาลงกว่าก็จริง แต่ทุกอย่างสงัดขึ้น เหมือน noise มันลดลงทันที และอะไรที่เคยรุกและถาโถมจนเกินพอดี มันถูกสกัดให้อยู่ในที่ทางที่ถูกต้องมากขึ้น พอผมฟัง AK70 MKII ในระดับที่เบากว่าไปแล้ว ผมก็เร่งระดับโวลุ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความดังเท่าๆกับ AK70  ตัวแรกว่ามันจะต่างบ้างไหน
 
 
พอระดับความดังถูกดึงขึ้นมาเท่าๆกัน เสียงยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือซาวด์ซิกเนเจอร์มันไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นแบบคนละตัวหรือคนละรุ่น แต่ทิศทางยังคงคล้ายเดิม แต่ฟังแล้วความรู้สึกดันไม่เหมือนเดิมไปซะงั้น เพราะความชัดเจนของเนื้อเสียงนั้นเคลียร์ใสกว่าเดิม หลายคนที่ฟังเพลงบางแทร็คใน AK70 แล้วรู้สึกว่ายังรู้สึกว่าชิ้นดนตรีมันยังไม่โช๊ะ ไม่แยกแตกเป็นชิ้นๆ ช่องไฟยังเว้นน้อยจนเกินไป นักดนตรียังแอบขี่คอกันเล่น พอมาเป็นในตัว AK70 MKII มันถูกวางตำแหน่งที่ดีขึ้นมาก ช่องไฟถูกถ่างห่างออก ขอบเขตของแต่ละตัวโน้ตดีขึ้น ความสงัดของฉากหลังดีขึ้นมาก

 

 

 

อานิสสงค์อันประเสริฐอันนี้น่าจะต้องยกให้กับการแยกชิพแดคออกเป็นแบบ 2 ตัว คือซ้ายกับขวา ทำวงจรแยกกันออกไปเป็น 2 ชุด และในชุดซ้ายถ้าเล่นแบบบาลานส์ก็ยังแยกย่อยออกไปเป็น L+/2 =ช่อง และ L-/2 =ช่อง และแยกกราวด์ออกจากกันอีก 1 ช่อง เท่ากับแชนแนลซ้ายวิ่ง 5 เลน ส่วนขวาก็วิ่ง 5 เลน (ดูรูปประกอบ) สะดวกสบายยิ่งกว่าขับรถสายตลิ่งชั่น-สุพรรณบุรีซะอีก 555 และเป็นคำคุยโวจากทางค่าย Astell&Kern อีกว่า นี่คือ DAP ตัวแรกของค่ายที่กล้าใส่ชิพแดคคุณภาพสูงลงไป 2 ตัว ในขณะที่ราคาต่ำกว่า $1000 ป้าบเข้าให้ ให้มันได้ยังงั้นซิ Alex
 

ตอนนี้อยู่ในโหมดเปรียบเทียบกับ AK70 ตัวเดิมนะครับ สิ่งที่ได้ยินกันจะๆคารูหูก็คือเรื่องความชัดเจน ช่องไฟ และแบ๊คกราวด์น๊อยซ์ที่ดีขึ้นแบบจริงๆจังๆ ความใสในเนื้อเสียงนั้นโชว์ความเหนือชั้นและเหลื่อมออกมาเห็นๆ หลายๆคนที่เคยฟัง AK ในบางรุ่น อาจจะรู้สึกว่า AK นั้นให้โทนที่ warm มากไปนิด ติดอุ่น และขุ่นไปเล็กน้อยสำหรับบางคน จริงๆแล้วที่ผ่านมาผมว่ามันเป็นเทรนด์ของการฟังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เราจะรู้สึกว่า AK เน้นเนื้อเสียงที่ละมุน อิ่มหนา ฟังสบาย แต่ประกายระยิบระยับไม่มากนัก แต่ผมว่าช่วงปีนี้ พวกตัวเรือธงอย่าง SP1000 นั้นปรับเทรนด์ใหม่ อย่าง AK Kann ก็ปรับ SP1000 ก็ปรับ และแน่นอนว่า AK70 MKII รุ่นน้องก็เอากับเค้าด้วย
 

คราวนี้ไม่เปรียบกับรุ่นเดิมอย่าง AK70 แล้ว เอาเป็นว่าผมเล่าเพิ่มให้เลยว่าอะไรที่เป็นส่วนที่ดีมากๆ และน่าจะเป็นจุดแข็งที่สุดของเจ้า AK70 MKII ตัวนี้นะครับ จุดที่เป็นจุดแข็งโป๊กก็คือ Dynamic Contrast ครับ ไดนามิกคอนทราสคือการไล่ระดับของเสียงตั้งแต่เบาสุดจนไปถึงจุดที่ดังสุดแบบตกใจตกเก้าอี้ นั่นแหละคือ Dynamic contrast ใน AK70 MKII นั้นได้อานิสสงค์ตรงๆจากชิพแดค 2 ตัว ทำให้การไล่ระดับจากเบาไปหาค่อยนั้นสร้างความตื่นเต้นให้กับคนฟังมาก ในเพลงพวก EDM หรือพวกร็อคเมทั่ล อาจจะหาฟังไฟล์บันทึกไดนามิกคอนทราสดีๆไม่ได้

 
แต่กับในดนตรีคลาสสิค แจ๊สพวกเครื่องเป่า กลุ่มเครื่องสาย หรือดนตรีที่ต้องบันทึกช่วงโหมกระหน่ำจากต่ำสุดไปจนถึงพีคสุด AK70 MKII นั้นทำได้แบบยก 2 นิ้วโป้ง(มือไม่ใช่นิ้วเท้า)ให้ไปแบบหมดใจ ผมไล่ฟังกับแทร็คออดิโอไฟล์ที่บันทึกรายละเอียดดีๆ พบว่ามันไล่ระดับเสียงได้อย่างต่อเนื่อง จากมาตรการเบาไปจนถึงมาตรการดังจนหูแตก AK70 MKII ไล่เรียงได้ดี ทำให้เกิดความรู้สึกสมจริง มีชิวิต (Lifelike) เลเยอร์ต่างๆถูกวางแยกหากออกเป็นชั้น ความเป็น 3 dimension หรือ 3 มิติ หลุดลอยออกมา ทำได้ดีขึ้นไปจนกระหายอยากจะฟังเพลงต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน (เว่อร์ล่ะ)
 
 
อีกสิ่งที่เป็นจุดพัฒนาของเพลย์เยอร์ตัวเล็กๆที่หาได้ยากในร้านขายยาประเภท ก หรือประเภท ข ก็คือ Sound Stage ที่กว้างขึ้น ซึ่งลองฟังเทียบกับชุดเดิมๆที่ท่านมีได้เลยครับ ในตัว AK70 MKII นั้น นอกจากจะให้มิติในทางกว้างแล้ว มันยังแสดงศักยภาพโชว์ให้ได้ยินถึงมิติในด้านสูงอีกด้วย อาการเสียงที่อุดอู้ จุกกันเป็นก้อนตรงหน้าผากหรือขมับหายไป ทุกอย่างกว้างขวางราวกับคอนโดระดับ 70 ตรม. ที่ฟังยังไงก็ดีกว่าคอนโดระดับ 30 ตรม.อย่างชัดเจน ซาวด์สเตทที่กว้างแต่ไม่กลวง ทำให้ท่านฟังเพลงได้อย่างมีอรรถรสเป็นเวลานานๆ โดยไม่รู้สึกว่าอึดอัด
 

 


มาถึงเนื้อเสียงกลางหรือ mid tone กันหน่อย เสียงร้องยังคงโดดเด่น แต่ไม่รุก Forward จนรำคาญ ยังคงวางตำแหน่งนักร้องที่ห่าง รวมถึงเสียงนักร้องชายที่อิ่มหนากว่าเดิม เนื้อเสียงอิ่มมากขึ้น แต่ไม่ปรากฏว่าอาการทึบ ผมสันนิษฐานว่ามาจากการแยกชิพแดคออกจากกัน ทำให้การประมวลผลและการอ่านไฟล์นั้นดีขึ้น เพราะชิพแต่ละตัวที่ถูกแยกออกไปทำงานน้อยลงกว่าเดิม แบบข้างใครข้างมันแบ่งกันไปเลย ทำให้เราได้เสียงกลางที่สะอาด เนียน กลมกลืน แต่ยังคงไว้ถึงความชัดเจน


 

เสียงแหลมดีขึ้น มีประกายชัดเจน และสร้าง Ambient ที่ดีให้ได้ยินขึ้น อาการกุดปลายหรือ Roll-Off ของปลายแหลมเป็นอันหายกังวลได้ ใน AK70 MKII นั้นไม่มีการกั๊กปลายเสียงอีกต่อไป คือแหลมมาเท่าไหร่ ต้องปล่อยออกไปเท่านั้น ไม่เติมและต้องไม่เพิ่มจนเกินจริง หลายๆคนชอบแหลมที่บาดหูซิบๆ อันนั้นไม่ว่ากัน แต่คนที่เสพย์ติดเสียงแหลมหนักๆ พอมาฟัง AK แล้วบอกแหลมน้อยไป ผมอยากจะบอกว่าหูท่านเริ่มสูญเสียความถี่ระดับ 1000K ขึ้นไปแล้ว เพราะ AK70 MKII นั้นแหลมนั้นมาครบ ทุกอย่างมีอยู่ เก็บและถ่ายทอดตามต้นฉบับได้ดี
 
 
เสียงเบสที่ต่ำและลึกตามต้นฉบับ ได้หัวโน้ตที่ดี มีแรงกระแทกที่ดี เราเคยฟังเบสใน AK ตัวเดิมๆที่รู้สึกว่าเยอะหรือติดเบลอเกินไปในบางแทร็ค ผมว่าทุกอย่างถูกปรับให้ดีขึ้นไปอีก แต่พวกกระหายเบส หรือบริโภคเบสสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน หรือทุก 4 ชั่วโมงตามแพทย์สั่ง หรือคาดหวังอยากได้เบสที่ฟังแล้วหูแตก ผมว่าท่านอย่าซื้อไปเลยครับ เพราะใน AK70 MKII นั้น ผมว่าถ้าเอาไปฟังกับเพลงที่บันทึกมาไม่ดี หรือไฟล์ผีทั่วไปแล้ว ผมอยากจะบอกว่าเสียของ และไม่คุ้มค่าตัวของมันแน่ๆๆ เรามาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าจะฟังร็อคหรือเมทั่ลก็ฟังได้ แต่ยังไงขอให้ดีกว่าเอาจาก youtube มาแปลงเลยนะพ่อคู๊ณ 555

 


เขียนรีวิวให้อ่านไปอ่านมา คนซื้อบอกงั้นกูไม่ซื้อดีกว่า เฮียเล่นมาเหน็บผมแบบนี้ เป็นเรื่องจริงครับ เพราะเพลย์เยอร์ตัวนึงราคาไม่ใช่ถูก ค่าตัวร่วมสามหมื่น สามารถเอาไปดาวน์รถบิ๊กไบค์มาขี่ได้ แต่เมื่อถ้าท่านตัดสินใจจะซื้อมันมาใช้งาน ท่านต้องเลือกเพราะมันตอบสนองการฟังเพลงที่ดีได้ตามที่ท่านหวังไว้ด้วยครับ เครื่องเล่นเพลงที่ดีเปรียบก็เหมือนมีดที่ดี เฉือนหรือตัดเนื้อได้ขาดในพริบตา แต่ถ้าท่านเอามีดไปกรีดหิน แบบนี้สิทธิการิยะท่านว่าเสียของ 555

 


สรุป  เครื่องเล่น Astell&Kern AK70 MKII นั้น เป็นเครื่องเล่นขนาดเล็กที่ออกมาให้คนที่ชอบอะไรที่เล็กๆเกิดความสมหวัง โดยไม่กั๊กคุณภาพเสียงหรือว่าวัสดุ และไม่กั๊กฟังก์ชั่น เหนือชั้นด้วยการยัดชิพแดคแบบ Dual แยกกันทำงานซีกซ้ายซีกขวา เป็นเครื่องเล่นที่ค่อนไปทางออดิโอไฟล์มากเกินกว่าจะเอาฟังไฟล์เพลงที่มีการบีบอัดมากจนเกินไป เพราะมันถ่ายทอดและฟ้องคุณภาพของต้นทางแบบไม่เกรงใจ แต่ถ้าป้อนมันด้วยไฟล์ที่คุณภาพดีพอสมควร ผมว่ามันจะเป็นเพื่อนคู่ใจที่ไปกับท่านได้ทุกที่...และไปด้วยความสะดวกด้วยซิ


 

ขอได้รับความขอบคุณ
 
นายมั่นคง
 


ภาคผนวก

ผมทดลองฟัง AK70 MKII กับหูฟังที่เปลี่ยนใช้สาย Balanced 2.5 มม. พบว่าให้พละกำลังที่ดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
แบบแทบไม่ต้องเพ่งกสิณหรือนั่งทางในแบบ A/B test เลยครับ ซึ่งนอกจากจะให้เเรงขับที่ดีขึ้นกว่าเดิม หากนำมาเทียบกับที่ระดับ Volume ความดังเสียงเท่ากันๆกัน การแยกรายละเอียดชิ้นดนตรีนั้นจะให้โฟกัสตำแหน่งที่แม่นยำขึ้น และเวทีเสียงจะถ่างกว้างขยับไกลขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อยครับ  รวมไปถึงพวกหัวโน๊ตนั้นจะมีความชัดมากขึ้น 

 
จะบอกว่าช่องบาลานส์นั้นฟังแล้วจริงจังขึ้นกว่าช่อง 3.5 มม. ก็ไม่ผิด เพราะโดยปกติแล้ววรจรบาลานส์เป็นที่ทราบกันว่าถ่ายทอดความเที่ยงตรงได้สูงกว่า โดยมีการ lost สัญญาณน้อยกว่า เรื่องรายละเอียดและ detail ในระดับปกติจนถึงระดับ micro detail ต่างๆของเพลงนั้นจึงถูกถ่ายทอดออกมาได้จะเเจ้งและชัดเจนขึ้นแบบเป็นรูปธรรมเลย ไม่ใช่แบบมโนธรรมต้องใช้จิตนาการหลอนหลอกตัวเองให้คล้อยตามแต่อย่างใด 55

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเคร่งครัดซีเรียสใช้งานเพียงแต่บาลานซ์ 2.5 mm. เพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับ เพราะการฟังเพลงจากช่องหูฟังธรรมดา 3.5 mm. แบบ single end นั้น นอกจากจะสะดวกใช้งานได้ง่ายกว่าเเล้ว มีหูฟังให้เลือกเล่นเยอะมากกว่า บรรยากาศในการฟังเพลงจากช่องหูฟังปกตินั้นก็จะฟังดูผ่อนคลายกว่าเล็กน้อยเช่นกันครับ  เหมือนช่อง 3.5 มม. จะหนักไปทางเอาใจ music lover และ 2.5 มม. หนักไปทางเอาใจคอ Audiophile ซึ่งผมว่าท่านสามารถเลือกได้ตามความถนัด  ผมถือว่า AK70 MKII  นั้นทำได้ลงตัวในเรื่องคอนเซปท์และคุณภาพเสียงอย่างแท้จริง....


 

Astell&Kern AK70 MKII
ราคา 27,900 บาท

 

 

        

 

 
  รีวิวโดย นายมั่นคง  วันที่ 2 ต.ค. 2560
 
 

 


สินค้าที่เกี่ยวข้อง