มั่นคง munkonggadget

เครื่องเล่นเพลงพกพา Astell&Kern KANN - สี: เงิน

คะแนน 8.9/10

0 out of 5 stars

5 ดาว
0 %
4 ดาว
0 %
3 ดาว
0 %
2 ดาว
0 %
1 ดาว
0 %

ดูรีวิวลูกค้าทั้งหมด

แบรนด์:
Astell&Kern
ประเภท:
เครื่องเล่นเพลง
จำนวน:
  สามารถซื้อได้
แต้มมั่นคง:
ซื้อรายการนี้รับ 395 คะแนน รายละเอียด
ราคา 39,500 บาท
ผ่อน 0% 10 เดือน (ผ่อนจากราคาเต็ม)
สินค้าชิ้นนี้สามารถเลือกผ่อนชำระได้
คลิ๊กเพื่อผ่อนชำระ
ค่าขนส่ง:
ฟรีค่าจัดส่ง เมื่อยอดเงินรวมในการสั่งซื้อ 500.00 บาท
ช่องทางการชำระเงิน:

สอบถามเพิ่มเติม:
ถูกใจ:
1

รีวิว เครื่องเล่นเพลงพกพา Astell&Kern

KANN

Editor's

REVIEWS

8.9 คะแนน

ลับมาอีกครั้งครับ กลับมาโดยไม่มีคำเรียกร้องจากใครทั้งนั้น คือนึกจะกลับก็กลับมาดื้อๆซะงั้น 555 วันนี้เป็นอีกวันที่ผมต้องกลับมาเขียนรีวิวให้ท่านได้อ่านกันอีก เพราะเมื่อไหร่เลิกเขียน เลิกพิมพ์ ผมก็คงตกงานนั่งเหงาไม่มีอะไรทำนั่นเอง ก็เลยต้องขยับหาอะไรที่มันอยู่ในความสนใจและฮอตฮิตที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งกระแสฮิตของโลกคนฟังเพลงพกพา ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก "KANN" โดย Astell&Kern นั่นเอง

ท้าวความนิดนึงให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนได้เข้าใจคร่าวๆพอเป็นสังเขปครับ เพราะอยู่ดีๆ อ่านไปดื้อๆเลย บางทีอาจจะไม่เข้าใจว่าไอ้ก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนก้อนอิฐอันนี้มันคืออะไรกันแน่  สิ่งที่ผมจะรีวิวในวันนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน มันถูกเรียกย่อๆว่า DAP หรือเรียกแบบเต็มยศว่า Digital Audio PLayer หรือแปลเป็นไทยก็เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลแบบพกพาก็แล้วกัน

เฮ้ย!!! เฮียมั่น ยุคนี้โทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนมันทำได้ทุกอย่างแล้ว แทบจะเอาไปตำน้ำพริกแทนสากกะเบือได้แล้ว ทำไมยังต้องมาวุ่นวายกับเครื่องเล่นเพลงอะไรอีก ในเมื่อโทรศัพท์อะไรในโลกก็ฟังเพลงได้ แล้วจะไปเสียเงินทำซากอะไรกับเครื่องฟังพงฟังเพลงของเฮียน่ะ ขอตอบว่า ท่านตอบถูกเพียงซีกเดียวเท่านั้นครับ 555

สมาร์ทโฟนยุคนี้ถึงมันจะฉลาดและเก่งขนาดไหน มันก็เก่งได้แบบเป็ด และเป็นเป็นพะโล้เท่านั้น เพราะว่าถึงสมาร์ทโฟนจะถ่ายรูปได้ ก็ถ่ายเห็นและดูสวยบนจอ 4-5 นิ้วแค่นั้นแหละ เอามาดูบนคอม เอามาใช้งานเป็นไฟล์พิมพ์งานก็ไม่ได้ น๊อยซ์ก็เยอะ หน้าหล่อๆของท่านอาจจะกลายเป็นผีดิบเมื่อดูบนจอ ชัดตื้นชัดลึกก็ใช้ไม่ได้จริง และดิสทอร์ชั่นก็เพี้ยนกว่ากล้องที่เป็นกล้องจริงๆ เอาเป็นว่าสามาร์ทโฟนถ่ายรูปได้ในระดับหนึ่งก็แล้วกันนะเออ 55

มาพูดถึงความสามารถในการฟังเพลง สมาร์ทโฟนก็เช่นกัน คือฟังเพลงได้กระจ๊องง๊องแง๊งระดับหนึ่ง คือเอาเป็นว่าเสียบหูฟังทั่วไปราคาไม่แพงนักก็ฟังได้ดีในระดับหนึ่ง การอ่านไฟล์ก็ยังไม่สามารถอ่านไฟล์ได้อย่างตรงๆ ต้องอ้อมนู่นอ้อมนี่ จะใช้งานก็คอยพะวงว่าซดแบตจนหมดกลางทาง หวาดระแวงว่าแฟนโทรหาแล้วแบตหมดจะโกหกกันอีท่าไหนดี กำลังขับภาคหูฟังก็ต่ำเกินไป และอะไรไม่สำคัญเท่ากับสมาร์ทโฟนตอบสนองเรื่องคุณภาพเสียงที่ดีให้ท่านยังไม่ได้ก็แล้วกัน

นั่นไง ขึ้นรีวิวมาก็ขู่ซะแล้วเฮียกู 555 เป็นเรื่องจริงครับ คือถ้าเราเกิดมาเป็นคนฟังเพลงและชอบฟังเพลงจริงๆจังๆ เราจะใช้เวลาอยู่กับการฟังเพลงมากมายหลายชั่วโมงต่อวัน ส่วนคนไม่ฟังเพลง ปีนึงฟังเพลงไม่กี่เพลง อันนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจรีวิวนี้ ให้คลิกปิดแล้วไปหาอย่างอื่นอ่านแทนครับ 55 ซึ่งวันนี้สิ่งที่มาเล่าและเขียนให้อ่าน มันเป็นเรื่องของคนฟังเพลงที่ต้องการหาเครื่องมือที่ตอบสนองความต้องการที่ดีๆซักอันกับเค้านั่นไง๊ๆๆๆๆ 555

เข้าเรื่องเลย อู้มาหลายท่อนแล้ว 55 Astell&Kern เปิดตัวเครื่องเล่นเพลงตัวใหม่ล่าสุดในนามว่า "Kann" ซึ่งผมต้องขอเล่าให้ฟังว่ามันมีที่มาอย่างไร เจ้า Kann ตัวนี้เป็นสินค้าตัวแรกในไลน์การผลิตของ Astell&Kern ที่ไม่มีเลขรหัสในการเรียก แต่ใช้เรียกชื่อเอาตรงๆว่า "KANN" ซึ่งตอนแรกนั้นทางค่ายตั้งใจจะใช้คำว่า Khan ซึ่งสื่อความหมายถึงจอมจักรพรรดิมองโกเลียที่ชื่อว่า เจ็งกิสข่านนั่นเอง

ซึ่งตอนที่พวกเราชาวมั่นคงไปประชุมร่วมกับทาง AK ก็รู้สึกว่าทีมครีเอทเค้าตั้งได้ดี หลายคนคงไม่ทราบว่าชื่อ เจงกิสข่าน มีความหมายแปลว่าอย่างไร เจงกิสข่านนั้นเมื่อแปลจากมองโกลเป็นภาษาไทยก็จะได้ประมาณว่า นักปกครองนิรันดร ซึ่งท่านข่านเป็นจักรพรรดิและเป็นนักรบที่มีกลยุทธในการรบ เรียกว่ากองทัพเดินหน้าไปทางไหน เค้าก็ทำปศุสัตว์ไปพร้อมกัน คือเดินทางไป ก็เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผักปลูกหญ้ากะเตงกันไปตามกองทัพ หรือจะบอกว่ารบไปก็มีกินไปนั่นเอง

แต่พอสินค้าจะวางตลาด คำว่า Khan นั้นดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับจากชาวยุโรป เพราะในอดีตเค้ามี conflict กันอยู่ ก็เลยมีการเปลี่ยนเป็น KANN ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน หาก translate เป็นอังกฤษก็เท่ากับคำว่า can หรือแปลว่า "สามารถ" ในภาษาไทยนั่นเอง แต่วันนี้ผมจะเขียนและเรียกเจ้าเครื่องเล่นตัวนี้ว่า "ข่าน" ซึ่งแปลและหมายถึงจอมจักรพรรดิเจงกิสข่านก็แล้วกันนะครับ 555

Kann เป็นเครื่องเล่นเพลย์เยอร์ฟังเพลงที่ถูกวางราคาไว้ระดับกลางๆ ครับ คืออยู่ที่ระดับ $1000 ซึ่งในพิกัดนี้ถือว่ากลางค่อนล่างด้วยซ้ำไป เพราะตัวท็อปของค่ายนั้น ราคาปาไปที่แสนห้าหมื่นบาท Kann เป็นเครื่องเล่นที่พัฒนาความสามารถที่ถูกจำกัดบางข้อในบางรุ่นออกไปครับ และเติมความสามารถที่ดีและคุ้มค่าเข้ามาเพียบ

รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวม
เพลย์เยอร์ใหม่ในนามท่าน"ข่าน" นั้นมาในมาดนักรบเลยก็ว่าได้ คือพลิกตำรารบกันใหม่ จากรูปแบบเดิมๆที่ออกสี่เหลี่ยมแบน เส้นสันเหลี่ยมคมค่อนข้างมาก หยิบจับลำบากไปนิดสำหรับ AK ในหลายๆรุ่น มาคราวนี้ AK ดีไซน์ใหม่หมด โดยแแนวสี่เหลี่ยมคางหมู คือด้านบนกว้าง ส่วนด้านล่างแคบ และลบมุมด้านบนออกจนกลมกลึงเข้ามือ การใช้สี่เหลี่ยมคางหมูนั้นมีนัยยะไม่ได้สักแต่ว่าทำครับ

คือเวลาวางบนฝ่ามือหรือจับ หรือกำเจ้า "ข่าน" ไว้ในมือ มันจะกระชับรับมือโดยไม่ต้องเกร็งฝ่ามือให้ลำบาก ใครที่กังวลปัญญานิ้วล็อค ท่านข่านช่วยได้ เพราะดีไซน์ใหม่ทำให้ไม่ต้องไปกังวลกับการใช้งาน แถมดีไซน์จากที่เคยใช้ Wheel หรือแป้นหมุนกลมๆ เที่ยวนี้ AK ดีไซน์ให้มันกอดกับมุมขวามือของเครื่อง อยู่ในแนวที่ถนัดที่สุดของมือเรา ถ้าใช้มือขวาจับเราจะหมุนโวลุ่มด้วยการเลื่อนนิ้วโป้งขวาปัดไปมาอย่างง่ายๆ หรือถ้าใช้มือซ้ายถือ ก็สามารถใช้นิ้วชี้ปัดหมุนปุ่มนี้ได้โดยง่าย

แล้วถ้าผมไม่มีนิ้วเลยล่ะ อันนี้ผมลองดูแล้วจริงๆคือใช้งานได้สะดวกมาก คือท่านอาจจะใช้อวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงในการหมุนเร่งลดระดับเสียง ข้อนี้ผมให้ A+ ไปเลยกับดีไซน์โดนใจ ทำให้ "ข่าน" ดูเหมือนมีความพร้อมมากขึ้นกว่าเพลย์เยอร์รุ่นก่อนๆ หรือแม้แต่ของค่า่ยอื่นๆเช่นกัน สิ่งที่เป็นข้อติงนิดเดียวก็คือ โวลลุ่มนั้นเป็นดิจิตอลแบบสเตป คือเร่งลดทีละคลิกจะเพิ่มลดทีละระดับ แต่เสียงจากการคลิกผมว่าแอบดังไปนิดนึงนะ 55

ตัวเครื่องนั้นเป็นอลูมิเนียมแบบ แบบ no-joint design (ไม่มีรอยเชื่อมต่อ) คือเป็นชิ้นเดียวแล้วผนึกหัวท้ายด้วยซิลิโคนเกรด A ที่แข็งแรงทนทานมากพอควร และเซาะร่องเล็กๆตามแนวตั้งของเครื่องเพื่อกันลื่น และกันคนซื่อบื้ออย่างผมทำหลุดมือ จอชัดใสแจ๋ว และแอบติดตั้งปุ่มกดเข้ามาให้ใช้ ซึ่งบอกตามตรงถูกใจผมมาก เพราะจริงๆฟิลลิ่งของเครื่องฟังเพลง มันควรจะต้องมีอะไรให้กดๆ ซึ่งควรจะต้องรู้สึกว่าได้กด ซึ่งผมว่าดีกว่าการทัชหรือใช้แตะเอา

ปุ่มและรูเสียบต่างๆรอบตัว

ปุ่มโวลลุ่มอันนี้แอบเล่าไปหมดแล้วท่อนบน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมบอก คือมันสัมผัสได้ถึงความแข็งแรง ไอ้เรื่องจะเจอปุ่มง่อกแง่กเป็นอันตัดไป เพราะแนวถึกๆแบบนี้ ท่านข่านจัดไว้เต็มๆให้แล้ว ปุ่มบนหน้าจอก็ง่ายๆ คือดึงเอาปุ่มสำคัญที่เรากดบ่อยๆใช้งานบ่อยแยกออกมาไว้ให้ชัดเจน ปุ่ม Play Pause เดินหน้า ถอยหลัง ถูกดึงออกมา ส่วนการเลือกเพลงต่างๆ รวมถึงการดู information ของเพลง เรายังคงต้องใช้ฟังก์ชั่นของทัชสกรีนอยู่นะครับ

มาดูตรงตูดของท่านข่านกันมั่ง 555 งวดนี้มาแบบจัดเต็มจริงๆ คือมีช่องใส่เมมมาให้ 2 สลอต ใครที่เพลงมากเพลงเยอะ ไม่ว่าจะเป็นซื้อมาหรือแบ่งเพื่อนมา ไม่ต้องกังวลว่าจะใส่ไม่หมด เพราะว่า AK ออกแบบให้ มีช่อง SD ใส่ได้ถึง 512GB และช่องเล็ก Micro SD ใส่ได้ถึง 256GB ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยุ่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละท่าน ใครตังค์เยอะใส่ไปเยอะๆก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่ถ้าตังค์หมดหรือหมดตูดแล้ว AK เค้ายังแถมความจำฟรีๆติดเครื่องให้ที่ 64GB ครับ

ส่วนอีก 2 รูตรงด้านตูดท่านข่านก็คือช่องชาร์ตไฟ และช่องดิจิตอลเอาท์ เอาไว้กรณีที่ท่านต้องการต่อ dac ภายนอกว่างั้น ซึ่งท่านที่มี dac-amp ภายนอกก็ดึงสัญญาณดิจิตอลตรงนี้ไปใช้ผ่านช่อง micro usb ครับ ส่วนช่องชาร์ตนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจก็คือ หากใช้สายชาร์ตและใช้ตัวชาร์จแบบ fast Charger (ซึ่งสเปคต้อง 9 V/1.6 A ส่วนพวก 5V นั้นจะแบบชาร์ตทั่วไป ซึ่งต้องหาเอาเองในกล่องไม่มีมาครับ) สามารถใช้งานได้นาน 6.5 ชั้วโมงจากการชาร์จเพียง 1 ชั่วโมงจาก USB C และ AK ใช้ช่อง Usb type C ใน KANN เป็นตัวแรก เพื่อการ transfer ข้อมูลที่เร็วขึ้นกว่าเดิมโลดๆๆๆ

การชาร์ต 1 ครั้งใช้ได้ยาวนาน 15 ชั่วโมง ซึ่งทั้งนี้เล่นไฟล์ระดับธรรมดาทั่วไป และเปิดจอมั่งปิดจอมั่ง แต่ถ้าเล่นไฟล์ hires หรือ dsd ก็อาจจะลดลงมาบ้าง แต่จะเป็นเท่าไหร่นั้น อันนี้ผมยังไม่ได้ทดสอบให้ท่านนะครับ แต่เดาว่าเกินกว่า 10 ชั่วโมงค่อนข้างแน่ ซึ่งถือว่าใช้งานได้ยาวและนานมาก ใครที่พกไปฟังบนเครื่องบิน รับรองว่าบินไปกลับแบตยังเหลือ หรือนั่งรถไปเชียงใหม่ ยังไงแบตพอฟังจนถึงที่พักแน่ๆๆ 555

มาดูปุ่มและรูทางด้านหัวกันต่อครับ จะเห็นว่ามีปุ่ม ON-OFF ซึ่งปกติมีทุกอัน อันไหนไม่มีน่าจะผิดปกติ แต่ที่น่าสนใจก็คือ Astell&Kern ได้ดีไซน์ออกแบบภาควงจร output ออกมา 4 ชุด (4 รู)ด้วยกัน ซึ่ง "ข่าน" ก็เป็นตัวแรกเลยครับ ที่ทาง AK ได้ทำการใส่รู output ให้มาถึง 2 ชุด ซึ่งชุดแรกจะเป็นส่วน Headphone out แบบทั่วไปที่เราเคยใช้ (unbalanced) และอีกรูคือเป็น Headphone Out แบบ Balanced (หัวเล็กขนาด 2.5 และเป็น 4 pole)

และ Line Out ก็มี 2 ช่องให้เลือกออก คือแบบ Balanced และ Unbalanced ซึ่งหลายท่านสงสัยว่าทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากหลายๆๆรู ต้องบอกว่านี่เป็นช่องสัญญาณขาออกที่ทำออกมารองรับนักเล่นระดับมืออาชีพครับ เพราะช่อง Balanced นั้น ให้สัญญาณที่ดีและเสถียรกว่า คุณภาพเสียงดีกว่า และต้องใช้สายและหัวแจ็คเฉพาะกว่า ส่วนช่อง Unbalanced ก็คือช่องทั่วไปที่ยังออกมาให้นักเล่นที่มีหูฟังทั่วๆๆไปได้ใช้งานกัน

ซึ่งชุด Line Out นั้นสามารถ set ระดับความแรงของสัญญาณขาออกได้ 4 ระดับ เพื่อรองรับและให้เกิดความเหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ไปเล่นร่วม พูดง่ายๆเซ็ทสัญญาณให้แรงหรือค่อยได้ จะได้เล่นเข้ากันกับแอมป์ลำโพงหรืออื่นๆได้ดีและละเอียดยิ่งขึ้น เป็นไงท่านข่านของผมเจ๋งไม๊ ใครที่ต้องการใช้เล่นร่วมกับอุปกรณ์ภายนอก ท่านไม่ต้องกังวลว่ามันจะแมทชชิ่งทางสัญญาณหรือไม่ เพราะ AK เค้าคิดแทนท่านเรียบร้อยแล้วจ้าๆๆๆ

ภาค DAC

ใน AK KANN ตัวนี้ใช้ชิปแดคตัวเดียวกับ AK 300 ครับ คือเป็นเบอร์ AK4490    จากค่ายดังแดนปลาดิบ Asahi KASEI ซึ่งถือว่าเป็น DAC chip ระดับพรีเมี่ยมของค่ายนี้เลยครับ  โดยยังคงวางชิปเป็นแบบ single แต่ที่น่าสนใจคือมันสามารถเล่นไฟล์ hires ได้ตั้งแต่ 32 bit 384kHz และเล่นได้ แบบ native DSD playback สูงถึง 11.2MHz ใครที่มีไฟล์ชั้นเลิศ คราวนี้ไม่ต้องกังวล ท่านเล่นมันได้อย่างตรงๆ ตามความสามารถที่ไฟล์จะแสดงผลได้เลยว่างั้น

หลังภาค DAC ไปไหนต่อ

ไฟล์สัญญาณดิจิตอลหลังภาค DAC มันจะวิ่งผ่านโวลุ่มคอนโทรล และผ่านภาคขยายหรือภาคแอมป์ก่อน หลังผ่านภาคแอมป์แล้วก็จะผ่องถ่ายสัญญาณแยกออกไปเป็นอิสระ 2 ชุด คือชุดแรกก็ไปที่ช่อง Headphone Out แบบธรรมดาหรือ Unbalanced ส่วนอีกช่องก็ไปออกที่ช่อง Unbalanced เพื่อคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ทาง AK บอกว่า ถ้ามีหูฟัง 2 ตัว สามารถฟังไปพร้อมกันได้เลย ซึ่งผมรู้สึกว่ากิ๊ปเก๋มากๆๆครั

ส่วนภาค Line Out นั้น เป็นช่องระดับเซียน คือพอสัญญาณไฟล์ดิจิตอลวิ่งผ่านภาค dac แล้ว มันไม่ผ่านวงจรเร่งลดเสียง ไม่ผ่านภาคขยาย แต่ปล่อยผ่านสัญญาณที่แปลงจากดิจิตอลเป็นอนาลอกแบบเพียวๆสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ท่านเอาไปเล่นกับเครื่องเสียงบ้านหรือซิสเต็มอื่นๆที่มี ช่องนี้เซียนใหญ่ชอบมาก เพราะมีให้เลือกทั้งแบบบาลานส์และแบบอันบาลานซ์ แถมปล่อยความแรงได้ตามใจนึก แหมอะไรจะครบถ้วนขนาน้านนน

ทีเด็ดภาค AMP

หัวใจและกลยุทธศึกที่ท่าน"ข่าน"ได้วางไว้อันนี้ ถือเป็นกลศึกที่สูงสุดของ KANN เพราะทาง AK ได้ทำการอัพเกรดภาคแอมป์ให้แรงขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนหน้ามากพอสมควร คือมีเมนู AMP Mode ให้เลือก 2 ระดับ คือ normal และ high ซึ่งมันก็คือการเร่งและลดขยาย gain ของสัญญาณได้ ทำให้เลือกปรับได้ตามใจชอบว่าจะเล่นกับหูตัวใหญ่ (Full Size) หรือเล่นกับหูตัวเล็ก (inear)

แอมป์แรงเหมือนม้าศึก??
หากไปดูพละกำลังของภาคแอมป์จะเห็นว่า KANN นั้นให้สัญญาณในช่องแบบ Normal ที่สูสีและมากกว่า AK300 แบบเดี่ยวๆอยู่เล็กน้อย คือช่องออกของ AK แรงระดับ 1.98 Vrms ทั้งช่อง unblanced/Balanced แต่ท่าน "ข่าน" นั้นแรงแซงไปที่ระดับ 2.0 vrms ซึ่งหลายคนบอกแหมแรงกว่านิดเดียว จะเรียกเป็นทีเด็ดได้ไงเนี่ย ยังก่อน ยังก่อน อ่านต่อก่อน

พอปรับภาคแอมป์ของ Kann ในเมนู Amp Mode ไปที่ High คราวนี้ม้าศึกคู่ใจของเจ็งกิสข่านก็แผลงฤทธิ์ทันที คือพอเซ็ทไปตำแหน่ง High ความแรงของภาคแอมป์ที่วัดจากแล็ปก็จะขยายเป็น Unblacned จะแรงถึง 4 Vrms และช่อง Balanced จะแรงขึ้นไปถึงระดับ 7 Vrms ซึ่งจากความแรงของภาคแอมป์ที่ท่านเห็นตัวเลขนี้นั้น มันขึ้นไปท้าชนกับ AK300 + AMP ซึ่งบวกลบคูณหารแล้ว ราคาปาเข้าไป 60000 บาท!!

อ้าว ยังงี้ผมซื้อ AK300 ไปแล้วไม่ต้องเอาไปเขวี้ยงหัวเฮียหรือไง 555 อันนี้ต้องบอกว่าทาง Astell&Kern ไม่ได้ออก KANN เพื่อมาเปลี่ยน AK300 ออก เพราะทาง AK นั้นวางตำแหน่งของทั้ง 2 รุ่นให้มีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ขนาด รูปลักษณ์ ราคา และซิกเนเเจอร์ของเสียงที่ต่างกัน ซึ่งฟังก์ชั่นที่อัดแน่นมาใน KANN นั้น ถือเป็นส่วนที่เสริมและเติมให้ AK Kann ต่างออกไป และผมคอนเฟิมว่า AK300 ยังฮิตและผลิตต่อ ไม่มีการ discontinued แต่อย่างใดในตอนนี้

ดูข้างในกันบ้างละกัน
ก็ไม่มีอะไรต่างไปมากจากเดิม ใครที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ AK สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องทำความเข้าใจแต่อย่างใด มันถูกวางแพลทฟอร์มของเมนูต่างๆไว้เหมือนกัน ส่วนทัชสกรีนก็ทัชกันต่อไป ส่วนปุ่มที่งอกมาเราก็กดกันไป แต่ส่วนที่ผมหงุดหงิดทุกทีก็คือเวลาจะเข้าไปเมนู setting ผมสงสัยว่าทำไมทาง AK ต้องทำให้มันดูยุ่งยากไปนิดสำหรับคนโง่ๆอย่างผม คือต้องทำการแตะค้าง แล้วไปยกนิ้วกระดกแตะอีกทีเพื่อให้เมนู setting มันงอกออกมา เฮ้อๆๆ

ปุ่มพื้นฐานต่างๆย้ายตามมาในเครื่อง KANN เหมือนเดิมทุกประการ คือไม่ว่าจะเป็น Bluetooth/Wifi หรืออื่นๆที่ส่วนมากคนจะรู้กันอยู่แล้ว ซึ่งผมจะขอข้ามไปเพราะขี้เกียจเล่า ท่านซื้อมาเดี๋ยวท่านก็เล่นเป็นเองนั่นแหละ 555 แต่เมนูหนึ่งซึ่งเก่าแก่แต่ผมไม่ค่อยได้ลองก็คือเมนู EQ หลังจากที่ไม่เคยลองใช้เพราะผมเป็นพวกต่อต้าน EQ แต่คราวนี้มีโอกาสได้ลองใช้ EQ ก็ต้องบอกว่าแปลกใจกับ EQ ที่ทาง AK ซอยละเอียดยิบถึง 20 bands หรือ 20 ย่านเสียง

และมีฟังก์ชั่นการปรับแต่ง EQ แบบยก curve ให้ชันมากน้อยขนาดไหนตามอัธยาศัย ผมลองเล่นไปหน่อยปรากฏว่าได้ผลดีพอสมควร คือ AK ไม่มี EQ สำเร็จรูปที่ส่วนมากชอบทำแบบ Jazz Pop Classic Rock Flat Boost Bass มาให้เลือก แต่ EQ ของ AK ออกแนว Custom จริงๆ ซึ่งจาการเร่งลดเสียง มันไม่ไปทำให้เสียงเพี้ยนจนท่านหน้าเหวอ แต่ต้องยอมรับว่า EQ ของ AK นั้นปรับแต่งยากพอสมควร ซึ่งคนธรรมดาไม่มีบุญญาธิการอาจจะไม่เข้าใจหลักการปรับ แต่คนที่เสียเงินมาเยอะ กินมาม่ามาเกิน 200 ลัง น่าจะชำนาญและมีประสบการณ์เรื่องปรับ EQ ได้ดีกว่า 555

 

อ่านรีวิวที่เหลือที่นี่ได้เลยจ้าๆๆ

https://www.munkonggadget.com/ContentHome/content_3358.html

ข้อมูลจำเพาะ

Technical Features:

  • Single AKM AK4490 DAC
  • Native DSD playback up to DSD256 (11.2mHz)
  • PCM audio playback up to 32bit/382kHz
  • Built-in amp with normal/high gain switch: drive the most demanding headphones with ease!
  • Lowest output impedance of any our portable high-res audio players: Single-ended 3.5mm: 0.65Ω / Balanced out 2.5mm: 1.3Ω
  • USB Type-C support (charging & data transfer)
  • Micro USB for USB audio out & USB DAC
  • Dedicated Line Out (2.5mm balanced & 3.5mm single-ended)
  • 64GB internal flash memory
  • Micro SD card support up to 256GB
  • Full size SD card support up to 512GB
  • aptX HD Bluetooth codec support
  • 4" WVGA 800 x 480 LCD touch screen
  • Long battery life: 6,200mAh 3.7V Li-Polymer Battery (up to 15 hours)

EDITOR'S RATING

Astell&Kern KANN

8.9

คะแนน

  • 9
  • 10
  • 8
  • 8.5

รีวิวจากผู้ใช้

0 คน รีวิว สินค้านี้

0 จาก 5 ดาว

5 ดาว
0 %
4 ดาว
0 %
3 ดาว
0 %
2 ดาว
0 %
1 ดาว
0 %

ยังไม่มีการรีวิวสินค้าชิ้นนี้

ยังไม่มีถามตอบสำหรับสินค้าชิ้นนี้