มั่นคง munkonggadget

รีวิว: หูฟัง CIEM CAMPFIRE EQUINOX สุดทางแห่งความสมดุล

 


 

EQUINOX : มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ Aequus ซึ่งมีความหมายว่าเท่ากันหรือเสมอภาค และ Nox แปลว่า กลางคืน พอเอามาแปลรวมกันแล้วจะได้ความหมายว่า กลางวันยาวนานเท่ากลางคืน เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ เรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า จุดราตรีเสมอภาค เป็นปรากฎการณ์ที่โลกมีระยะเวลาของกลางวัน และ กลางคืน ยาวนานเท่ากันพอดี(นับตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จน พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า) ซึ่งในหนึ่งปีจะมีปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นสองครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านฤดู โดยช่วงแรกในช่วงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่ซีกโลกเหนือเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ และ ซีกโลกใต้เปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วง และในช่วงที่สอง ช่วงเดือนกันยายน ซีกโลกเหนือเปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเกิดจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกเรานั่นเองครับ ซึ่งปกติแกนโลกนั้นจะเอียงเล็กน้อยแต่ในช่วงที่เกิดปรากฎการณ์ EQUINOX ความเอียงของแกนโลกจะเลื่อนมาอยู่ในระนาบที่ได้ฉากกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์พอดี เลยทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมานั่นครับผม


 



 

ก่อนอื่นเลย ก็ขอกราบสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ได้มาพบเจอกันอีกครั้งครับ แน่นอนครับว่าวันนี้ผมไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องดาราศาสตร์ให้ท่านอ่านแน่ๆครับผม ฮ่าๆๆ วันนี้กระผม(ผู้เขียน)จะมาโม้เกี่ยวกับหูฟังแบบ Ciem ตัวแรกของแบรนด์ CAMPFIRE ซึ่งก่อนจะพูดถึง เรามาทำความรู้จักกับแบนรด์ ALO ให้ผู้อ่านได้อ่านกันเพลินๆ ว่า CAMPFIRE AUDIO กับ ALO นั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร มีที่มาที่ไปในตลาดของบ้านเราแบบไหนนะครับ

 

 

 

ช่วงก่อนหน้านี้ในเวลาที่ไม่นานมากนัก ALO เป็นแบรนด์ของเครื่องเสียงพกพาที่มีชื่อเสียงมากๆแบรนด์นึงครับ ซึ่งสินค้าไลน์หลักๆ ที่เรียกว่าเป็นไลน์สินค้าที่ 'สร้างชาติ' หรือ 'สร้างแบรนด์' ในยุคแรกเริ่มเลยก็คือ AMP ,DAC-AMP ,DAC และสาย Mini to Mini รวมไปถึงสายอัพเกรดหูฟัง ทั้งแบบ 2PIN และ MMCX  

 

ในหมวดของ AMP ,DAC ,DAC-AMP ชื่อที่น่าจะคุ้นหู หรือเคยผ่านตาผู้เล่นในระดับ Mid-End หรือ Hi-End มาบ้างก็จะมี 

 

ALO RX MKII ALO RX MK3B+  ALO INTERNATIONAL
ALO NATIONAL ALO THE KEY ALO RX AMP
ALO CONTINENTAL V3 ALO CONTINENTAL V5 ALO CONTINENTAL Dual Mono

 


 

 

 

ในหมวดของสายสัญญาณในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น Mini-mini หรือ Upgrade Cable ก็จะมี

 

ALO REFERENCE 8 ALO GREEN LINE
ALO SXC24 ALO COPPER 22
ALO TINSEL ALO SXC 8
ALO GOLD 16 ALO LITZ SILVER


 

 

 

ในยุคสมัยต่อมาแบรนด์ ALO ได้คลอดสินค้าไลน์ใหม่ ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับจากตลาดในเชิงบวกมาตลอด ทั้งในตลาด Mid-End และ Hi-end ไลน์สินค้าใหม่ที่ว่านั่นก็คือหูฟังแบบ Uiem (Universal In Ear Monitor) โดยใช้ชื่อแบรนด์ที่สื่อถึงสินค้าไลน์ใหม่นี้ว่า CAMPFIRE AUDIO

 


 

CAMPFIRE AUDIO ล็อตแรกที่คลอดออกมาก็ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเล่นในระดับ Mid-End และ Hi-End เป็นอย่างดีโดยตัวที่ออกมาในตอนแรกนั้นจะมีอยู่สามรุ่นด้วยกันโดยจะมี

CAMPFIRE ORION เป็นรุ่นเริ่มต้นของ ซีรี่ย์ CAMPFIRE มีไดร์เวอร์แบบ Balanced Armature เพียงตัวเดียว แต่ด้วยชั้นเชิงการปรับจูนเสียงของทีมงาน ALO ทำให้มิติเสียงที่เหนือกว่าหูฟัง 1 BA Driver ในยี่ห้ออื่น 


CAMPFIRE LYRA เป็นรุ่นที่ใช้ไดร์เวอร์เสียงแบบ Dynamic หนึ่งตัว ให้น้ำเสียงที่อิ่ม ฉ่ำหวานแต่ปลายแหลมสะอาดไม่มีอาการหมองของปลายเสียง


CAMPFIRE JUPITER รุ่น Top ในล๊อตแรกของซีรี่ย์ CAMPFIRE  ใช้ไดร์เวอร์ขับเสียงแบบ  Balanced Armature  ข้างละ 4 ตัว ในตอนนั้นนับว่าเป็นหูฟังที่ถ่ายทอดรายละเอียดได้ดีมากๆเป็นอันดับต้นๆในงบประมาณไม่เกิน 40K


 

 

ในเวลาต่อมาทำให้รู้ได้ทันทีเลยว่าล๊อตแรกที่ส่งออกมาก่อนนั้นเสมือนเป็นทัพหน้าออกมาหยั่งเชิงข้าศึกในสมรภูมิ หรือถ้าเรียกแบบบ้านๆก็คือ ส่งลงมาทดลองตลาด และรอรับฟีดแบคก่อนจะดำเนินกลยุทธ์ขั้นเด็ดขาดต่อไป ซึ่งเรียกได้ว่าทาง ALO ได้รับข้อมูลของตลาด และ เอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าจริง ๆ ครับ



 

ดังจะเห็นได้จากหูฟังในรุ่นต่อมา ผม(ผู้เขียน) เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หูฟังในแบรนด์ Campfire ที่ผู้เขียนจะเอ่ยถึงต่อไปนี้สำหรับ เหล่านักเล่นนักฟังทั้งหลายที่ชื่นชอบในการหาข้อมูล ต้องรู้จัก และเคยได้ยินชื่อรหัสหูฟังจากแบรนด์นี้มาไม่ต่ำกว่า 4 ถึง 5 รุ่นแน่นอน หรือเรียกได้ว่ารุ่นที่ออกมาใหม่หลังจากสามรุ่นแรกนั้นสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงผู้เล่นทุกระดับนั่นเองครับผม

 

โดยรุ่นที่สร้างชื่อเสียงในระดับ Hi-End เลยก็คือ
CAMPFIRE AUDIO ANDROMEDA 



CAMPFIRE ANDROMEDA เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในแบรนด์เลยก็ว่าได้ครับ ANDROMEDA มีไดรเวอร์ขับเสียงแบบ Balance Amarture ข้างละ 5 ตัว โดยจะให้เสียงที่ครบเครื่อง โทนโดยรวมเคลียร์ชัดแจ่มใส แจกแจงชิ้นดนตรีได้ดี ฟังเพลงได้หลากหลายแนว และเนื่องจากได้รับความนิยมมาก ทำให้มีสีพิเศษออกมา (อารมณ์คล้ายๆกับตอน ALO CONTINENTAL Dual Mono เลยครับที่พอเป็นที่นิยมมากๆก็จะมีสีพิเศษออกมา) โดยที่ออกมาขายในไทยก็จะมีสีฟ้าอ่อน และ สีใหม่ที่ยังวางจำหน่ายอยู่คือสี สแตนเลสครับ โดยสีที่ออกมาใหม่ยังคงราคาเท่าเดิมไม่ได้เพิ่มราคาขึ้นมาครับ

 


 

CAMPFIRE VEGA เป็นรุ่นรอง Top ที่ใช้ Dynamic Driver ตัวเดียวในการขับเสียง ให้เสียงที่อิ่ม แต่ไม่ถึงกับฉ่ำมาก เนื้อเสียงนั้นเคลียร์สะอาด ถ้าฟังเอาอารมณ์เสียงย่านกลางนับว่ายอดเยี่ยมมากครับ

 


 

 

CAMPFIRE ATLAS รุ่น TOP ที่อยู่ทางฝั่งของ Uiem ในขณะนี้ชื่อแอตลาส (ATLAS) เป็นชื่อยักษ์ที่มีขนาดใหญ่มากในตำนานกรีก ใหญ่จนสามารถแบกค้ำท้องฟ้าได้ สำหรับตัวนี้ ทางแบรนด์ ร่ายมนต์อีกครั้ง ปรับจูนเสียงอย่างไรไม่ทราบได้ ให้ได้หูฟัง Dynamic Driver ตัวเดียวที่ให้อิมเมจเสียงที่ใหญ่ เนื้อเสียงมีน้ำหนักไม่บางเบา ย่านสูงนั้นใสสะอาด ปลายเสียงร้องนั้นลากยาวได้จนสุดเสียงเอื้อน

 


 

และในรุ่น Mid-End  และ ตัวเริ่มต้นนั้นก็จะมี 
 

CAMPFIRE COMET CAMPFIRE NOVA CAMPFIRE POLARIS
CAMPFIRE LYRA 2 CAMPFIRE DORADO  

 


และหายากมากครับ สำหรับแบรนด์เครื่องเสียงและหูฟังที่ไม่ว่าจะทำหูฟังหรือ AMP ,DAC-AMP ออกมาจะได้รับกระแสตอบรับและความนิยมที่ดีไปหมดทุกรุ่น ทุกระดับราคา ถ้าใครพูดขึ้นมานี่ถือว่าโม้ โกหก ไม่น่าคบเลยล่ะครับ ฮ่าๆๆๆ
แต่ CAMPFIRE AUDIO สามารถทำเรื่องที่ว่าได้ เรื่องที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น แบรนด์ที่อยู่คู่วงการมานานอย่าง ALO และ CAMPFIRE นั้นสามารถทำได้ แล้วมันเกิดจากอะไรล่ะ? โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า มันเกิดมาจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ และ ความใส่ใจในสินค้าที่ผลิตออกมานั่นเองครับผมและที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นมีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่แล้วครับหาใช่คำกล่าวที่เลื่อนลอยแต่อย่างใด

 

และแล้วหลังจากที่สินค้าไลน์หูฟังแบบ Uiem ออกมาวาดลวดลายในตลาดเป็นเวลา 2-3 ปี  ทางแบรนด์ได้ตกผลึกทางความคิด และ นวัฒกรรม จึงได้ปล่อยหูฟังแบบ Ciem ออกมาโดยใช้ชื่อรหัสว่า

 


CAMPFIRE EQUINOX



หลังจากที่เกริ่นนำมาเสียยืดยาวก็ได้มาถึงตัวหลักที่ผู้เขียนจะมานั่งเทียนเขียนให้ได้อ่านกัน เผื่อเอาไว้ประกอบการตัดสินใจสั่งทำ Ciem ตัวดังกล่าวนี้ครับผม

 

มาเริ่มกันเลยครับ ก่อนอื่นเลยมาดูที่วัสดุภายนอกก่อน ภายนอกของตัว ALO CAMPFIRE EQUINOX นั้น จะเป็นงานประกอบแบบควบรวมสองส่วนเข้าด้วยกัน คือมีทั้งส่วนที่เป็น Stanless Still และ ส่วนที่เป็นอะคลีลิคสีดำ ซึ่งในส่วนที่เป็น Stanless Still นั้นจะสังเกตุได้ว่า ออกแบบมาให้ครอบเข้าไปถึงด้านในและน่าจะครอบไปถึงส่วนที่เป็นไดรเวอร์ด้วยเช่นกันครับผม ในเรื่องของการออกแบบ ผู้เขียนมองว่า ฉีกมากครับ ฉีกแนวจาก Ciem แบรนด์อื่นที่ผู้เขียนเคยเห็นมาทั้งหมด และยังใช้ขั้วแบบ MMCX อีกด้วยครับผม 

 


 

 

 

โดยสายที่แถมมา จะเป็นสาย ALO LITZ SILVER ซึ่งเป็นสายเงินที่มีความ Purity สูง และถ้าขายแยกราคาจะอยู่ที่ประมาณ 9,900 บาทครับ

 

 

 

ในส่วนของสเปคด้านในนั้น นับว่าคราวนี้ CAMPFIRE มาแปลกมาก เพราะโดยทั่วไปในหูฟัง Ciem ในตลาดจะแข่งกันด้วยจำนวนของไดรเวอร์เป็นหลัก จะเป็น  Balanced Armature  Driver หรือ Dynamic Driver(ซึ่งจะมาในรูปแบบ Hybird) ยากมากที่จะเห็นมาแบบ CAMPFIRE EQUINOX 

 

 

 

เพราะทางแบรนด์ ตัดสินใจใช้ Dynamic Driver เพียงตัวเดียวสำหรับคัสต้อมตัวนี้นั่นเองครับทุกท่าน
 


พอผู้เขียนรู้สเปคคร่าวๆในคราแรกนั้น ผู้เขียนรู้สึกอึ้งเล็กน้อยถึงปานกลาง ก่อนหน้าที่ EQUINOX จะคลอดออกมาตัวผู้เขียนเองก็พอจะได้ยินข่าวคราวมาบ้างว่า CAMPFIRE จะทำ หูฟังแบบ Custom in Ears Monitor ผู้เขียนก็คาดเดาไปต่างๆนาๆว่าน่าจะเป็นคัสต้อมที่ใช้  Balanced Armature จำนวนห้าถึงแปดตัวล่ะมั้ง เพราะเห็นทางแบรนด์ทำหูฟังที่ใช้ไดร์เวอร์ขับเสียงแบบ  Balanced Armature หลายตัวมาก่อนและทำออกมาได้ดี ถ้าพลาดข้อแรกนี้ ก็คงทำเป็นแบบ Hybrid เป็นแน่นอน คือทำเป็นลูกผสม มีทั้ง Dynamic Driver และ  Balanced Armature Driver ในตัวเดียวกัน เพราะทางแบรนด์ก็เคยทำมาแล้วและได้กระแสตอบรับที่ดีพอสมควร



แต่ทีมงาน CAMPFIRE กลับเลือกที่ใช้ไดร์เวอร์ขับเสียงแบบ Dynamic Driver เพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ฝืนทางกระแสนิยมของตลาด Ciem อย่างมาก ซึ่ง Ciem แบรนด์อื่นๆถ้าอยู่ในช่วงราคาประมาณเดียวกันนี้ (60,000-70,000 บาท) จะมีจำนวนไดรเวอร์ขับเสียงอยู่ที่ 6 ถึง12 ตัว แต่ไม่ใช่สำหรับ EQUINOX แต่ตัวผู้เขียนกลับมองเห็นความ "กล้า" และชั้นเชิงความเก๋าเกมของแบรนด์ ALO ที่สามารถสร้างความต่างและเป็นความต่างที่พอได้สัมผัสแล้วก็รู้สึกว่า ถึงแม้จำนวนไดร์เวอร์ขับเสียงจะน้อยกว่าหูฟัง Ciem ในระดับเดียวกัน แต่ในเรื่องของเสียงนั้นไม่ได้ด้อยกว่าเลยครับผม


 


ความต่างดังกล่าวที่ดูจะแตกต่างแบบเห็นได้ชัดจากแบรนด์คัสต้อมอื่นๆที่ได้รับความนิยมในตลาด ดังที่ผมเคยกล่าวไว้ในบทความเก่าของตัวผมเอง (คัสต้อมคืออะไร)ผมเคยกล่าวไว้ว่า หูฟังแบบ Ciem นั้นจะมีข้อจำกัดในเรื่องของวัสดุที่ใช้ทำตัว Housing ทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการปรับจูน Acoustic ของเสียงแต่ด้วยการใช้ Housing ในตัว EQUINOX นั้น จะมีส่วนของ ทั้ง อคีลลิค และ สแตนเลสทำให้ Ciem ตัวนี้ทำลายกำแพงของวัสดุที่มาใช้ทำ Ciem ที่โดยทั่วไปจะมีแต่ อคลีลิคและซิลีโคน ซึ่งสามารถต่อยอดในเรื่องการปรับจูนเสียงขึ้นไปได้อีก
 


Dynamic Driver ที่ Diaphragm ทำด้วย ADLC ขนาด 10MM สำหรับสเปคของ Driver ขับเสียงนั้นจะเป็นสเปคเดียวกับตัว Campfire Atlas นั่นเองครับผม ในส่วนของ ADLC ย่อมาจาก Amorphous Diamond-Like Carbon ซึ่งเป็นไฮบริดของ เพชร และ แกรไฟต์คาร์บอน  ซึ่งมีความแข็งแกร่งสูง มีน้ำหนักที่เบา และ แม้จะเป็น Diaphragm ที่ต้องออกแบบมาให้เป็นแผ่นบางๆไว้ปิดด้านบนDriver ขับเสียง ก็ยังมีความแข็งแกร่งทนทานไม่บิดเสียรูปโดยง่าย และสำหรับ Diaphragm นั้นยิ่งบางเท่าไหร่ยิ่งดีครับ แต่ในวัสดุทั่วไปจะหาทนทานและมีความเหนียวแน่นได้แบบ ADLC ในระดับความบางเท่ากันนั้นนับว่าหาได้ยาก และยิ่ง Diaphragm ยิ่งแข็งแกร่ง ความผิดเพี้ยนของเสียงก็ยิ่งน้อยลง และ ยังช่วยในเรื่องความนิ่งสงัดของ พื้นหลังอีกด้วยครับผม

 

 

ต่อไปเป็นส่วนที่ผู้เขียนยกไว้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกสั่งทำคัสต้อมสักตัวเป็นของตัวเองล่ะนะครับ นั่นก็คือเรื่องของเสียงนั่นเองครับผม ผู้เขียนจะแบ่งเป็นพาร์ทๆให้อ่านอย่างง่ายๆนะครับผม

 

 

Sound Testing

 

พาร์ทแรก เสียงร้อง :  นับว่าเป็นจุดแข็งหรือหมัดเด็ดของ Campfire Equinox เลยก็ว่าได้ครับผม เสียงร้องนั้นขยับเยื้องมาด้านหน้าเล็กน้อย ให้อิมเมจที่สมจริง มีน้ำมีนวลและลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นน้ำเสียงที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ปลายเสียงเอื้อนนั้นทอดยาวไปได้สุดเสียง ไม่มีความกระด้างเลยแม้แต่น้อยครับ ประกายเสียงร้องมีลักษณะถ้าจะเปรียบเปรยจะคล้ายละอองน้ำที่ใสสะอาดและมีความเป็นมิตรไม่คมบาดจิกหู และในเพลงที่มีเสียงคอรัสนั้น EQUINOX สามารถที่จะให้ "ความมีตัวมีตน" ของเสียงนักร้องคอรัส สามารถจัดแจงตำแหน่งได้ดีไม่มีมาขโมยซีนนักร้องนำ ตรงนี้ผู้เขียนขอขยายความเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยทั่วไปสำหรับเสียงคอรัสแล้ว การแบ่งชั้นเลเยอร์ของมิติให้เสียงคอรัสอยู่เยื้องไปด้านหลังไม่มาทับเสียงร้องนำเป็นเรื่องปกติที่หูฟังในระดับ Hi-End สามารถทำได้ แต่สำหรับ EQUINOX นั้นนอกจากจะทำได้ดีในเรื่องการแบ่งชั้นเลเยอร์ด้านลึก หน้า-หลัง ได้ดีแล้วยังสามารถที่จะถ่ายทอดอารมณ์ และ อิมเมจของนักร้องคอรัสออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงยิ่งกว่า


 


 

พาร์ทที่สอง เสียงย่านสูง : เป็นเสียงย่านสูงใสสะอาดไปถึงบรรยากาศรอบๆ เป็นเสียงย่านสูงที่ชัด คมขึ้นขอบ ปลายแหลมไปได้สุด อาจจะมีอาการจิกหูบ้างในบางคีย์บางโน้ตครับ แต่ที่เจ๋งเลยคือความลื่นไหลครับ เนื้อเสียงย่านสูงนั้นมีความลื่นไหลต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวมีความเนียนไม่มีสัมผัสที่ขรุขระสากหูเลยแม้แต่น้อย และยังสามารถถ่ายทอดแรงปะทะของเสียงย่านสูง ในเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะต่างๆออกมาได้อีกด้วยครับผม ............................................................ ......................................................................... ...........

พาร์ทที่สาม เสียงย่านต่ำหรือเสียงเบส : เป็นเบสลูกใหญที่ให้มวลหนาแน่นเก็บตัวเร็วกำลังดี มีขอบเบสที่ชัดเจน ไม่มีอาการบวมเบลอรบกวนย่านอื่น แรงปะทะนั้นหนักหน่วง ที่ดูจะโดดเด่นจริงๆสำหรับเสียงย่านนี้ในตัว EQUINOX คืออารมณ์ของเสียงเบสครับ เป็นเบสที่มีความเป็นธรรมชาติสูงดูได้จากจังหวะการโรยตัวของเบสนั้นจะมีจังหวะการโรยตัวที่ไม่เร็วจนเกินไปนักซึ่งเป็นลักษณะของเสียงเบสที่เกิดจาก Driver แบบ Dynamic เท่านั้นครับ แต่ในขณะเดียวกันถ้าปรับจูนไม่ดี จังหวะการเก็บตัวแย่ ก็จะกวนย่านอื่น แต่ถ้าเก็บตัวเร็วเกินไปก็จะเหลือแต่แรงปะทะ และจะไม่ได้สัมผัสอรรถรสของเสียงย่านต่ำได้มากเท่าที่ควรจะเป็นนั่นเองครับ

 

 

พาร์ทที่สี่ มิติ และ เวเทีเสียง : EQUINOX นั้นให้เวทีเสียงขนาดกลางค่อนไปทางกว้างครับ ซึ่งเป็นขนาดของเวทีเสียงที่พอดีกับเนื้อเสียง และ ขนาดของอิมเมจชิ้นดนตรีที่ทางแบรนด์ปรับจูนมา โดยความพอดีของเวทีเสียงนี้จะส่งผลต่อารมณ์เพลง เพราะถ้ากว้างมากเกินไป ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีเยอะจะได้เรื่องตำแหน่งของชิ้นดนตรีที่ดีก็จริง แต่จะขาดในเรื่องของบรรยากาศของความเป็นธรรมชาติของดนตรีไป สำหรับ EQUINOX นั้นในเรื่องของการแยกแยะตำแหน่ง หรือ ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีก็ทำได้ดีเยี่ยมครับ เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นไปจนถึงเสียงร้อง มีจุดกำเนิดของเสียงที่ชัดเจน และ มีขอบเขตเป็นของตัวเอง ไม่ได้ยืนแบบเบียดกันยืนจนฟังแล้วรู้สึกอึดอัดแน่นอนครับผม ในเรื่องของมิตินั้นเรียกว่ามีความเป็นสามมิติ พื้นหลังดำสนิทเงียบสงัด และ สามารถแยกแยะแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีต่างๆได้อย่างแม่นยำ ไม่มีอาการเบลอของโฟกัสเลยครับ  

 

 

สรุปโทนโดยรวมของ CAMPFIRE EQUINOX จะเหมาะกับแนวเพลงที่เน้นจังหวะหน่อยครับ อย่างเช่น Rock ,Pop-Rock ,Fusion Jazz ,House ,Blues นั่นเองครับผม
 

 

 

บทส่งท้ายจากตัวผู้เขียนเอง
 


สำหรับ CAMPFIRE EQUINOX นั้นเป็นหูฟังแบบ Ciem ตัวนึงที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมากครับ ทั้งในเรื่องของเสียง แนวความคิดในการออกแบบ และความแหวกแนวของแบรนด์ CAMPFIRE AUDIO เรียกได้ว่ามีทั้งความกล้า และ เก๋า ในตัวเอง กล้าที่จะงัดจุดแข็งของแบรนด์ตัวเองมาใช้อย่างเต็มที่ เก๋าด้วยประสบการณ์ที่ออกมาวาดลวดลายในตลาดเครื่องเสียงพกพามาอย่างยาวนานนับ 10 ปี ด้วยทั้งสองอย่างนี้ทำให้เกิด Ciem ที่มี Dynamic Driver เพียงตัวเดียว แต่สามารถให้เสียงที่ทัดเทียมกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันที่มีจำนวนไดรเวอร์ขับเสียงจำนวนมากกว่าได้ โดยทีม CAMPFIRE AUDIO ได้พาทุกอย่างกลับไปสู่เรื่องพื้นฐานแต่ก็สำคัญสุดๆในการเลือกซื้อหูฟังสักตัวครับ นั่นก็คือเรื่องเสียงที่เกิดจากชั้นเชิงการปรับจูนอันแยบยลนั่นเองครับผม 

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ สำหรับใครที่สนใจอยากจะลองฟังหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเดินเข้ามาพูดคุยกันได้ที่หน้าร้าน Munkonggadget สาขาเรือธงและสาขาพารากอนได้เลยครับผม

 

และตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้วครับที่ผู้เขียนต้องขอตัวไปดูหน้าร้านก่อนล่ะครับผม สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

 

 

 

 

 

 



เขียนโดย : ภู สยามพารากอน   เขียนเมื่อ : 8 พ.ย. 2561

 

 


สินค้าที่เกี่ยวข้อง