มั่นคง munkonggadget

บทความ : ฟัง music streaming ฟรีหรือจ่าย ต่างกันอย่างไร?

 

บทความ : ฟังเพลง streaming แบบฟรี กับแบบจ่ายเงิน ต่างกันอย่างไร?

 

ปัจจุบันการฟังเพลงแบบ streaming นั้นกลายเป็นวิธีการใช้งานหลักไปเรียบร้อยแล้วครับ เนื่องจากความสะดวก และสามารถฟังได้แบบไม่จำกัดนั่นเอง

 

ซึ่งบริการเหล่านี้ปัจจุบันก็มีให้เลือกทั้งแบบที่ใช้บริการได้ฟรีอย่าง JOOX, Spotify, YouTube ซึ่งสามารถจ่ายเงินเพื่อใช้ฟีเจอร์พรีเมียมภายหลังได้ และบริการที่ต้องสมัครใช้บริการอย่างเดียวเช่น Tidal, Apple Music ที่จะต้องจ่ายเงินถึงจะใช้ได้เป็นต้นครับ วันนี้เราจะมาดูข้อแตกต่างระหว่างการใช้งานแบบฟรี กับแบบเสียเงินว่าแตกต่างกันตรงไหนบ้าง


 

 

1. แบบฟรี

 

สำหรับแบบฟรีนั้นจะมีบริการบางรายที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี เช่น JOOX, Spotify หรือว่า YouTube เป็นต้น ซึ่งการใช้งานแบบฟรีนั้นก็จะมีข้อจำกัดบางอย่างเช่น

  • การฟังเพลงที่ความละเอียดต่ำ 
  • มีโฆษณาคั่นระหว่างฟังเพลง
  • ไม่สามารถเลือกเพลงที่ต้องการฟังได้เอง โดยต้องกดฟังแบบ shuffle เท่านั้น
  • สามารถกดข้ามเพลงได้จำกัดจำนวนครั้ง
  • ไม่สามารถฟังเพลงบางเพลงได้

และสำหรับของ YouTube นั้นเมื่อฟังเพลงจะไม่สามารถกดปิดหน้าจอได้ครับ แถมการสตรีมก็จะเป็นแบบภาพ + เสียงซึ่งจะใช้ปริมาณอินเตอร์เน็ตมากกว่าการสตรีมเพลงเพียงอย่างเดียว

 

โดยบริการเหล่านี้จะเปิดให้ใช้งานได้ฟรี แต่จะมาในรูปแบบการใช้งานที่จำกัด โดยผู้ใช้งานสามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อฟีเจอร์พรีเมียมได้ในภายหลังครับ


 
 

2. แบบเสียเงิน

 

สำหรับการใช้งานแบบเสียเงินนั้นก็จะเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชั่นครับ โดยบางบริการก็จะเปิดให้สมัครได้หลังจากใช้งานไปแล้ว แต่บางบริการเช่น Apple Music และ TIDAL ก็ต้องจ่ายเงินสมัครเลยจึงจะสามารถใช้งานได้ แต่อาจจะมีให้ทดลองใช้งานเป็นระยะเวลาสั้นๆประมาณ 1 - 3 เดือน ถ้าไม่ถูกใจก็สามารถกดยกเลิกได้ ก็จะไม่ถูกเรียกเก็บเงินครับ โดยฟีเจอร์ต่างๆของผู้ใช้งานแบบพรีเมียมก็ได้แก่

 

  • ฟังเพลงได้อย่างอิสระ อยากฟังเพลงไหนก็ได้ กดข้ามเพลงกี่ครั้งก็ได้
  • ไม่มีโฆษณาคั่นระหว่างใช้งาน
  • สามารถเลือกฟังที่ความละเอียดสูง เพื่อคุณภาพเสียงที่ดีกว่า โดยบริการ TIDAL จะมีความละเอียดสูงสุดระดับ CD Quality (1411 kbps FLAC) และ MQA ให้ได้ใช้งาน โดยต้องสมัครบริการแบบ TIDAL HIFI จึงจะใช้ได้
  • สามารถดาวน์โหลดไฟล์มาฟังแบบออฟไลน์ สามารถฟังได้แม้ไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
  • การใช้ฟังก์ชั่นพิเศษเช่น Spotify Connect สำหรับใช้สตรีมมิ่งผ่านลำโพง Multi-Room บางรุ่นเป็นต้น

 

 


 
 
สรุปก็คือถ้าจ่ายเงินก็จะได้ในส่วนของการใช้งานที่ดีกว่านั่นเองครับ และในส่วนของการเลือกใช้งานแบบฟรี และแบบเสียเงินนั้น แนะนำให้ดูเรื่องการใช้งานของเราครับ ว่าฟังเพลงมากน้อยแค่ไหน ถ้าฟังแบบนิดหน่อย และไม่ได้ซีเรียสในส่วนของคุณภาพเสียงมากนัก ก็สามารถเลือกใช้งานแบบฟรีได้เลย แต่ถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น พร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆที่ใช้ได้อย่างไม่มีจำกัด แถมยังไม่มีโฆษณาคั่นระหว่างการใช้งาน ก็สมัครใช้แบบเสียเงินได้เลยครับ โดยค่าใช้จ่ายนั้นจะอยู่ที่เดือนละ 129 - 258 บาท ขึ้นอยู่ว่าใช้บริการของเจ้าไหนนั่นเองครับ โดยบางครั้งหากเราสมัครใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ของบริการนั้นๆ จะถูกเรียกเก็บเงินในอัตราถูกกว่าการสมัครบนสมาร์ทโฟนอีกด้วยครับ
 
 
 

 

 

 

 

 

เขียนโดย : มด ออนไลน์ เขียนเมื่อ : 12 ต.ค. 2561