มั่นคง munkonggadget

รีวิวลูกค้า : SENNHEISER HD820 โดยคุณ Rabhiman

 

 

Ultimate Close-Back Headphone Experience 
 

ผมไม่เคยฟังหูฟังแบบ “ปิด” ที่ให้เสียง “เปิด” ได้ขนาดนี้มาก่อน!

 

 

 

Brand : เรื่องยี่ห้อนี่ไม่ขอพูดมากนะครับ เจ็บคอ คือนอกจากจะเป็นยี่ห้อตัวพ่อในวงการหูฟังมานานมากๆๆๆแล้ว ก็ยังอ่านชื่อได้ยากมากๆๆๆๆๆระดับตัวพ่อเช่นกัน พูดทีไรลิ้นพันกันทุกที ฮ่าๆๆ สุดท้ายเลยเรืยกชื่อรุ่นเอาครับ สบายใจกว่าเยอะครับ เฮ็ด-ดี-แปด-สอง-ศูนย์ ! ใครเล่นหูฟังมาสักพัก หาข้อมูลจะเจอรุ่น HD800 โผล่ขึ้นมาบ่อยๆ ประหนึ่งว่าเป็นหูตัวอ้างอิงของวงการนี้ไปละครับ ไม่ว่าจะมีหูฟังรุ่นใหญ่ใหม่สดแค่ไหน ก็จะถูกเอามาเปรียบเทียบกับหูฟังเยอรมันคู่นี้อยู่เสมอๆ เพราะงั้นหมดห่วงครับเรื่องสินค้าจากแบรนด์ Sennheiser มาตรฐานเยอรมันทุกคู่ครับ

 

 

 

 

Design : เรื่องหน้าตานี่ต้องยอมรับครับว่ามันเป็นหูที่หล่อที่สุดเท่าที่ Sennheiser เคยทำมาเลยครับ สำหรับผม HD800 มันจะดูอวกาศไปนิด  รุ่นน้อง HD700 เริ่มเข้าท่าดูเรียบขึ้น ตัว minor change HD800 S ก็ทรงเหมือนตัวเดิมแต่เปลี่ยนเป็นสีดำดูหรูขึ้นดุดันขึ้น แต่พอมาตัวใหม่ล่าสุดนี่สิ อูยยยยยย มันหล่อมากกกกก

โดยเฉพาะตรงกระจกด้านข้างของหูฟังที่เว้าเข้าไปด้านในนี่บาดใจสุดๆ ซึ่งนอกจากจะดูหรูหราอลังการแล้วยังทำหน้าที่สะท้อนเสียงจากด้านหลัง Driver ไปที่ตัวดูดซับเสียงซึ่งทำให้ลด Resonance ของเสียงไปได้อย่างมีนัยยะ โดยที่ทาง Sennheiser เคลมว่า ทำให้คลื่นเสียงหายไปแบบเดียวกับหูฟังแบบประเภท Open-Back Headphone ทั้งๆที่เจ้า HD 820 มันเป็น Close-Back Headphone 

 

 

 

Comfort : หน้าตาอาจจะดูใหญ่ แต่อยากบอกว่าใส่สบายมากครับ เนื่องจากหูที่ใหญ่มากจนสามารถครอบหูเราได้หมด เลยทำให้กระจายน้ำหนักของหูฟังได้ดีมากๆ ซึ่งจริงๆแล้วตัวหูเองก็เบาอยู่แล้ว (360g ไม่รวมสาย) ผลคือผมนั่งฟังอยู่ 2 ชม ชิวๆมากครับ คนใส่แว่นขาแว่นหนาอย่างผมก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือบีบหัวแต่อย่างใด 

 

***ตำแหน่งของหูฟังมีผลต่อเสียงพอสมควรนะครับ ลองปรับขยับระยะก้านหูและตำแหน่งให้เหมาะกับหัวเราเพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุดครับ***

 

 


 

Source : Sony NW-WM1Z 4.4 Balance (High Gain Headphone Output) ระบบที่ผมใช้ทดสอบ HD820 จะเป็น DAP รุ่นท๊อปของ Sony นะครับ เนื่องจากผมคุ้นเคยกับเสียงจาก DAP ตัวนี้อยู่แล้ว และจะลองดูว่ามันสามารถขับหูเรือธงจากเยอรมัน 300 Ohms ตัวนี้ออกไหม ไปถึงก็เลยเสียบช่อง 4.4 Balance โลดครับ ในหัวก็ตั้งแง่ไว้ละว่า ไม่น่ารอด... (เพราะกลัวเสียตังถ้ามันดันขับออกหมด) 

และแล้ว...ฝันร้ายก็เป็นจริง...TT เร่ง volume สัก 100-110 จาก 120 ก็ดังเกินพอละครับ 

ส่วนคำถามว่าเสียงเป็นไง ขับออกหมดไหม ผมขอตอบจากประสบการณ์สด ๆ เลยแล้วกันนะครับ 

มาว่ากันเรื่องเสียงครับ :)

 

 

 

 

 

Overall : คนที่คุ้นเคยกับหูฟังยี่ห้อนี้คงจะเดาทางได้ไม่ยากครับ โทนเสียงที่สมดุลและเป็นธรรมมชาติยังคงเป็นจุดแข็งของยี่ห้อนี้เช่นเคยครับ แต่คำถามมักจะเป็นการเปรียบเทียบกับ HD800 ซะมากกว่าครับ
 

ซึ่งถ้าให้ผมตอบกว้างๆ HD820 จะแก้เรื่องปลายเสียงแหลมที่บางท่านบอกว่า HD800 คมเกินไปให้ลดลงมาแต่ยังคงคาแรคเตอร์เสียงแบบ HD800 ไว้ นอกจากนั้น HD820 ยังตัดข้อจำกัดของ HD800 ที่เป็น Open-Back Headphone ซึ่งมีข้อจำกัดในการเอาออกมาใช้นอกสถานที่ ด้วยการตั้งโจทย์ที่ไม่มีใครกล้าทำ คือการทำหูฟังแบบปิด ให้ได้เสียงแบบเดียวกับหูฟังแบบเปิด ซึ่งต้องยอมรับว่า Sennheiser ตีโจทย์แตกได้แบบสมบูรณ์แบบมากๆครับ

 

 

 

 

Treble 
 

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ย่านเสียงสูงของ HD820 ถูกปรับจูนให้ลดความคมลงจากรุ่นก่อน ลดในที่นี่ไม่ได้แปลว่ากุดนะครับ คือผมตกใจด้วยซ้ำว่าทำไมมันขึ้นไปได้ขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงหวดฉาบ การแผดเสียงของเครื่องเป่าทองเหลือง หรือ งานร้องโอเปร่าที่พุ่งขึ้นไปแบบแก้วแทบแตก ก็ขึ้นไปได้สุดทางทั้งหมดโดยที่ไม่มีอาการบาดหูแต่อย่างใดครับ คือเปิดเสียงดังได้ ฟังนานๆได้แบบหูไม่ล้าแน่นอนครับ 


 

Midrange
 

เสียงกลาง งานร้องต่างๆ ถือว่าทำได้เป็นธรรมชาติมากครับ จะไม่เด่นลอยออกมาแบบหูฟังบางยี่ห้อนะครับ คือนักร้องจะไม่พุ่งใส่หน้าอะครับ แต่มีตัวตนที่ชัดเจนอยู่ตรงนั้นโดยแยกออกจากเครื่องดนตรีอื่นได้อย่างเด็ดขาด รายละเอียดเสียงลมหายใจ ลูกคอ เสียงริมฝีปาก คือแทบจะเห็นลมที่ผ่านร่องฟันเลยครับฮ่าๆๆ รายละเอียดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทำให้จับเสียงร้องได้เป็น “คำคำ” เลยครับ ถ้าท่านฟังเพลงภาษาอังกฤษ ท่านก็จะได้เรียนวิธีการออกเสียงที่ถูกต้องของคำนั้นๆขณะฟังเพลงไปด้วยครับ สุดยอดมากๆครับ


 

Bass
 

คำถามว่ามีเบสไหม? คงไม่ใช่คำถามที่เหมาะสมกับ HD820 ครับ ต้องถามใหม่ว่าเพลงที่ท่านฟังคุณภาพเบสเป็นแบบไหน? มากกว่าครับ คือถ้าเพลงอัดมาแบบต้องการให้ท่านจุกกับเบส ท่านก็จุกแน่นอนครับ แต่ถ้าเค้าต้องการทำออกมาให้เน้นหัวเบสแน่นๆ กระชับๆ เจ้าหูฟังค่ายเยอรมันตัวนี้ก็จะตอบสนองความกระชับเก็บตัวไวของช่วงความถี่ต่ำได้แบบหมดจดครับ ไม่มีอาการขาดหรือเกินแต่อย่างใด กลับมาที่คำถามเดิม มีเบสไหม? ขอตอบสั้นๆว่า “เหลือเฟือ” ครับ

 

 

การบรรยายลักษณะของเสียงให้เข้าใจได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายครับแต่เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นผมจึงขออนุญาติบรรยายเสียงผ่านทางเพลงต่างๆที่ผมใช้เทสเจ้าหูฟังคู่นี้ก็แล้วกันนะครับ พร้อมแล้วก็ตามไปด้วยกันเลยครับ หยิบชุดของท่านขึ้นมาฟังเทียบเลยครับ 

 

 

 

 

Reference Test Tracks Compilation

 

Artist: Norah Jones 

Album: Come Away With Me

Track: Don’t Know Why

File: DSD

 

VOCAL : เพลงปราบเซียน ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ฟ้องหลายๆระบบมานักต่อนักล่ะ โดยเฉพาะเสียงร้องเวลาพีคขึ้นไปมักจะพุ่งเข้าหูแบบไม่ถนอมแก้วหูเราเลยแม้แต่น้อย เปิดเสียงดังหน่อยนี่มีแสบๆคันๆแน่นอนครับ  แต่ผลคือเจ้า HD820 นั้นถ่ายทอดออกมาได้แบบไม่บาดหูเลยแม้แต่น้อย แล้วสัมผัสได้ถึงพลังและอารมณ์ของคนร้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือข้อดีของหูที่ปรับจูนมาให้เป็นธรรมชาติไม่ได้ดึงช่วงกลางขึ้นมาเพื่อเอาใจเพลงตลาดครับ 

 

 

 

Artist: Lizz Wright

Album: Grace

Track: Barley

File: FLAC 24/192

 

BASS : ลึกสุดใจตั้งแต่เพลงแรกเลยสำหรับอัลบัมนี้ คือเบสมาแบบ WTF เลยครับ เป็น Deep Bass ที่สะเทือนไตแน่นวลครับ แล้วที่น่าทึ่งคือ ไม่ได้ไปกวนกับย่านเลยครับ เสียงร้อง หรือ กีตาร์อีกสองตัวซ้ายขวา ยังอยู่ที่เดิมของมัน เสียงแส้ที่กวาดลงที่สแนร์ก็ยังคงทำหน้าที่คลุมจังหวะหลักของทั้งเพลงไว้ เครื่องดนตรีแต่ละชนิดทำหน้าที่ของแต่ละชิ้นได้แบบสมบูรณ์แบบ ใครบอกว่า Sennheiser ไม่มีเบสนี่ไปลองเพลงนี้ดูนะครับ อิอิ

 

 

 

Artist: Chris Botti

Album: Italia

Track: Venice

File: AIFF 16/44

 

 

เพลงที่ผมมักจะใช้ทดสอบ Sub Bass ของระบบ คือถ้าฟังปกติก็จะรู้สึกว่าเพลงมีแต่ Upper Bass ของเบสไฟฟ้า แต่พอนาทีที่ 2:50 จะมี deep bass ซ่อนอยู่ด้านล่าง กระพือมาสั้นๆ แต่ถ้าหูตัวนั้นลงไม่ถึงก็จะไม่ได้ยิน เจ้า HD820 เก็บมาได้หมดครับ 

 

 

 

Artist: Queen

Album: The Game

Track: Another One Bite The Dust

File: DSD

 

 

Impact : ถ่ายทอดความอัจฉริยะของวงนี้ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ใครจะเชื่อว่าอัลบั้มนี้อัดมาตั้งแต่ปี 1980 ละทำได้ดีขนาด สมแล้วที่เป็น master pieces เป็นตำนานของโลกจริงๆครับวงนี้ ลายเบสเดินมาเป็นลูกๆอัดเต็มหูเลยครับ

 

 

 

 

Artist: Tim Bowman

Album: Into The Blue

Track: Amazing Grace Party

File: AIFF 16/44

 

 

ชื่อเพลงก็บอกอยู่ว่าสนุกแน่ เป็นเพลงแนว Guitar Fusion Jazz ที่จังหวะฟังสนุก กระเดื่อง เบส กำลังมันส์ ฟังแล้วต้องมีกระดิกเท้าตามแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าเบสก็มาเป็นลูกๆกระชับอิมแพคดีตามสไตล์เพลง แต่ที่ผมทึ่งคือ การแยกและคุม Layer ของเสียงที่ย่านเบสไม่ได้ไปกวนกับย่านอื่นแต่อย่างใด ดีเทลรายละเอียดต่างๆที่แม้แต่เสียงของคนรองประสานใน background ยังจับเป็นคำๆได้

 

 

 

Artist: Jane Monheit 

Album: Home

Track: A Shine On Your Shoes

File: FLAC 24/96

 

 

Decay : เสียงกังวาลของฉาบ Ride ตอนเริ่มเพลงที่ค่อยๆเบาลงจนหายไปในความมืดตัด กับเสียง Double Bass ที่มาชัดๆแน่นๆแบบทุกโน๊ตตั้งแต่เริ่มเพลง ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยเสียงของนักร้อง แล้วเสียงฉาบก็กลับมาอีกทีพร้อมกับเครื่องดนตรีอื่นแบบเต็มวง แล้วต่อด้วย solo guitar มันเป็นอะไรที่ฟินมากๆ ผมฟังวนไปวนมาอยู่ 4 รอบ 

เพลงนี้เป็นตัวทดสอบได้อย่างดีว่าหางเสียงของ HD820 นั้นทำออกมาได้เป็นธรรมชาติมาก ไม่สั้นกุดจนทื่อ และก็ไม่ยาวจนทำให้รู้สึกหนืด 

 

 

 

Artist: Antoine Tamestit

Album: Bel Canto

Track: Henri Vieuxtemps: Viola Sonata in B-flat Major Op.36:I  Maestoso Allegro

File: FLAC 24/96 

 

 

Tonal Balance & Transparency : ถ้าจะฟังสมดุลเสียง ให้ลองฟังกับดนตรี Classic โดยเฉพาะเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่มีช่วงความถี่เสียงกว้างๆ ครั้งนี้ผมเลือกฟังViola Sonata ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ไม่ได้มีการนิยมเล่นมากนัก และช่วงเสียงก็จะอยู่ตรงกลางระหว่าง Violin กับ Cello สำหรับผมมันท้าทายมากที่จะหาระบบที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงออกมาได้แบบหมดจด แต่ก็ลองดูครับ 

 

ปรากฎว่า...หยุดหายใจไปหลายที มันงดงามมากครับ เค้าว่ากันว่านักดนตรีที่ดีจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความตั้งใจของผู้ประพันธ์ออกมาได้โดยใช้ตัวเองและเครื่องดนตรีเป็นสื่อกลาง และหูฟังที่ดีก็จะสามารถเป็นสื่อกลางถ่ายทอดสิ่งที่ผู้เล่นต้องการออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด ซึ่งเจ้า HD820 สามารถถ่ายทอดเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้ออกมาได้อย่างหมดจดตรงไปตรงมา งดงามมากๆครับ 

 

 

 

Artist: Dmitry Sinkovsky

Album: Vivaldi : Concerti per violino V "Per Pisendel"

Track: Concerto for Violin and Strings in C Major, RV 177: I. Allegro ma poco

File: FLAC 24/96 

 
 


ค่าย Naive เป็นค่ายดนตรีคลาสสิคที่ทำ Dynamic ได้โหดมาก แต่เจ้า HD820 รับได้อย่างสบายๆ เสียง Harpsichord ไม่รำคาญหู แยก layer ความซับซ้อนของดนตรีที่ซ้อนทับกันในยุค Baroque ได้แบบไม่น่าเชื่อ ช่วงนุ่มนวลก็ทำได้แบบเคลิ้มมาก ส่วนช่วงที่มีการกระแทก Timpani ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีพลัง


 

 

 

Sense of Space


ถ้าถามว่าเวทีเสียงกว้างไหมสำหรับหูแบบปิดตัวนี้ คำตอบคือ ตามขนาดของ Space ที่ใช้ในการอัดเสียงเลยครับ เช่นเพลงใหม่ๆที่อัดมาดีๆเป็นระบบ Digital ความคมชัดของตัวโน๊ต ความสงัดของพื้นหลัง ตำแหน่งของเครื่องดนตรี มาแบบแม่นๆคมๆ ส่วนเพลงเก่าๆที่อัดไม่ได้ดีมากนักยังมีเสียง noise จากพื้นหลังอยู่ ก็จะถ่ายทอด ความขลังของเครื่องดนตรี บรรยากาศของสถานที่อัด ออกมาได้แบบสมจริง

 

 

 

Artist: Mstislav Rostropovich, Rudolf Serkin

Album: Brahms Cello Sonatas

Track: Cello Sonata No.1 In E minor, Op.38 -1. Allegro Non Troppo

File: AIFF 16/44

 

 

รู้สึกได้เลยว่าสถานที่อัดขนาดประมาณ Concert Hall ขนาดเล็กถึงกลาง เสียงกำทอนของไม้และเปียโนถูกถ่ายทอดออกมาได้งดงามตามประสิทธิถาพของการอัดเสียงในสมัยปี 1983

 

 

Artist: Herbert Von Karajan

Album: Ein Deutsches Requiem

Track: Brashms: Requiem Op.45-1. Selig Sind, Die Da Leid Tragen

File: AIFF 16/44

 

 

อัลบั้มนี้อัดในปี 1989 ยุคเดียวกับกับอัลบัมด้านบน แต่อัดในโบสถ์ รู้สึกได้ทันที่ว่าสถานที่มันใหญ่ขึ้น ความนิ่งของอากาศ ช่องว่างของความเงียบ ราวกับว่าเราสามารถสัมผัสโมเลกุลของเสียงที่มันสั่นอยู่ในอากาศได้

 

 

Artist: Eric Clapton & B.B. King

Album: Riding with the king

Track: Riding with the king

File: FLAC 24/88 

 

 

Micro Details : คือฟังหลายสิบรอบแล้วนะเพลงนี้... เรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงแนว blues นี่ไม่ต้องพูดถึงเจ้า HD820 ถ่ายทอดออกมาได้ถึงพริกถึงขิงอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้นอกจากเสียงฟาด snare ที่ทรงพลังของ Steve Gadd ผมได้ยิน ghost note ที่เล่นบน snare แบบทุกเม็ดครับ (ghost note คือ การแตะ snare แบบเบากว่าจังหวะหลัก ปกติจะเบาจนแทบไม่ได้ยินแต่เสียงจะอยู่ในพื้นหลังของดนตรีเพื่อเพิ่มความแน่นของจังหวะ) นับได้เลยครับว่าไม้กลองมันกระทบหนังกลองไปกี่ครั้ง คือแบบมันมาได้ไงวะ !  ไม่เคยได้ยินจากหูฟังชุดอื่นเลย

 

 

 

Artist: Dream Theater 

Album: Awake

Track: Erotomania

File: FLAC 16/44

 

 

 

Image & Positioning  : บอกก่อนครับตอนแรกนี่ไม่ได้คาดหวังไรมากกับเพลงแนวนี้ครับ Progressive Rock เสียงมันหนาๆซับซ้อนๆเน้นฟังเอามันส์ ผมแค่จะลองดูว่าเสียงกระเดื่องมันจะมาเป็นลูกๆไหม มาแบบแน่นๆกระชับ หรือมาแบบเยอะๆบวมๆ ว่าแล้วก็กดเพลย์... ฟังไปสักพักกับเพลงที่ฟังมาตั้งแต่เรียนมัธยมจนฮัมตามได้แล้ว ปรากฎว่ายิ่งฟังยิ่งทึ่งครับ นอกจากจะทึ่งกับความสุดยอดของนักดนตรี ยังทึ่งกับการบันทึกเสียงของเพลงนี้ด้วยครับ คือ...นอกจากการแยก layer ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ตำแหน่ง ความเป็น stereo ที่ทำได้แบบเด็ดขาดแล้ว เจ้า HD820 มันทำได้เหนือชั้นกว่านั้นอีกครับ มันทำให้ผมเข้าไปนั่งอยู่ในเก้าอี้ของ Mike Portnoy มือกลองของวงเลยครับ คือ เห็นเลยครับว่า hihat ตัวที่ 1 อยู่ ซ้าย ตัวที่ 2 อยู่ขวาวางสูงขึ้นเล็กน้อย Tom ลูกเล็กลูกน้อยแต่ละตัววางอยู่ตรงไหน บนล่างซ้ายขวาชัดมาก เห็น Tom วางอยู่รอบตัวเลยครับ แล้วใครที่เป็นแฟนมือกลองคนนี้จะทราบดีว่าเป็นมือกลองที่ใช้ฉาบเยอะที่สุดคนนึงของวงการ แล้วเป็นครั้งแรกครับที่ตำแหน่งและขนาดของฉาบแต่ละใบมันชัดมากขนาดนี้ อย่างที่บอกครับ เหมือนกับว่าผมนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของพี่ไมค์เค้าจริงๆครับ กลายเป็นเพลงนี้ทำให้ผมต้องให้คะแนนเรื่อง Positioning ของ HD820 แบบ 10/10 เลยครับ 

 

 

 

Artist: Hans Zimmer 

Album: The Dark Knight Rises

Track: Rise

File: FLAC 24/96

 

 

Musicality & Dynamic : เอาตรงๆนะ... เพลงนี้ผมนั่งฟังอย่างเดียว ไม่ขอบรรยายแล้วกันนะ อารมณ์มันเหมือนกับเวลาเราขึ้นไปถึงยอดภูเขา แล้วปล่อยตัวเองให้ซึมซับบรรยากาศความยิ่งใหญ่ตระการตาของช่วงเวลานั้นเอาไว้ โดยไม่สนใจที่จะหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาถ่าย เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ไม่ว่ากล้องถ่ายรูปที่ดีที่สุดในโลกก็ไม่สามารถถ่ายทอดช่วงเวลานั้นออกมาได้เท่ากับความรู้สึกของเราที่ยืนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น... ขอฟังอีกรอบนะ (กรุณาอยู่ในความสงบ) 

 

 

 

 

Verdict (10/10)


สรุปสั้นๆกับหู Dynamic Driver ระดับท็อปตัวนึงของวงการ ถามว่าราคาขนาดนี้ คุ้มไหม?

ผมขอตอบว่า เมื่อเทียบกับประสบการณ์ทางดนตรีที่เจ้า HD820 ให้ได้ มันโคตรคุ้มครับ คุ้มค่าตัวทุกบาททุกสตางค์ครับ ย้ำนะครับ ว่าการรีวิวทั้งหมดนี้ผมใช้เพียงแค่ DAP Sony WM1Z นะครับ นี่ถ้าต่อผ่าน DAC โหดๆ แอมป์หลอดดีๆนี่ผมว่าไปได้อีกไกลมากๆครับ 

 

Technical Data

Impedance 300 Ohms

Frequency response (Headphones) 12 - 43800 Hz (-3 dB) 6 - 48000 Hz (-10 dB)

Sound pressure level (SPL) 103 dB at 1 kHz, 1V

Ear coupling around the ear

Jack plug 6.3 mm / Pentaconn / (XLR4)

Cable length 3m

Weight 360 g without cable

Transducer principle (headphones) dynamic, closed

 

 

 


        

 

 

 

เขียนโดย :   Rabhiman   เขียนเมื่อ 12 พ.ค. 2561

 

 


สินค้าที่เกี่ยวข้อง