มั่นคง munkonggadget

รีวิว : JBL Free อิสระ ... เพียงแค่ปลายหู

 

 

กราบสวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมอาสาขอทำหน้าที่แนะนำหูฟัง Truly Wireless “รุ่นแรก” จากค่ายหูฟังยอดนิยมอย่าง JBL มาแนะนำกันนะครับ ก่อนอื่นผมของเกริ่นก่อนนะครับว่าตั้งแต่เริ่มต้นปี 2561 มานั้น กระแสของหูฟัง Truly Wireless มาแรงมากๆครับ ดังนั้นทาง JBL ก็ได้ซุ่มพัฒนาหูฟัง Truly Wireless ออกมาเพื่อตอบรับกับความต้องการ ของตลาดด้วยเช่นกัน ซึ่งหูฟังรุ่นดังกล่าวก็คือ “JBL Free” นั่นเองครับ สำหรับ JBL Free หากใครได้ติดตามข่าว หูฟังรุ่นนี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2560 และมีกระแสตอบรับที่ดีมากๆครับ แน่นอนที่สุดครับ ทางทีมงานมั่นคงแก็ดเจ็ทของเรา ก็ไม่ลืมที่จะมอบฉายาพระกาฬให้กับเจ้า JBL Free เช่นกัน ด้วยรูปลักษณ์ที่เล็กกะทัดรัดและไร้สาย JBL Free  จึงได้รับฉายา “พระกาฬอิสระ” ไปเลยจ้า

 


 

สิ่งต่างๆที่บรรจุมาภายในกล่องของ JBL Free มีดังนี้ครับ


-     หูฟัง JBL Free
-     Case สำหรับเก็บตัวหูฟังและชาร์จไฟให้ JBL Free
-     จุกหูฟังไซส์ S, M, L รวมทั้งหมด 3 คู่
-     ปลอกซิลิโคนเพิ่มความกระชับไซส์ M, และ L รวม 2 คู่
-     สาย USB สำหรับชาร์จเข้ากับตัว Case 1 เส้น
-     คู่มือแนะนำการใช้งาน 1 เล่ม

 

 

 
 
 
 

ต่อมาลองดูสเปค JBL Free คร่าวๆ กันก่อนครับ

 

-    Driver ที่มีขนาด 5.6 ม.ม.
-    ตอบสนองคลื่นความถี่ที่ 10Hz – 22,000Hz
-    เชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth 4.2
-    สามารถใช้งานได้ทั้ง Smart Phone, Tablets, และ Computer
-    น้ำหนักเบา เพียงแค่ 99 กรัม
-    มาตรฐานกันน้ำระดับ IPX5
-    ตัวหูฟังใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion polymer
-    ตัวหูฟังใช้งานได้ต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง ใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
-    ตัว Case สามารถสำรองไฟเพื่อใช้ชาร์จหูฟังได้ 20 ชั่วโมง
-    ระบบ Quick Charge ชาร์จเพียงแค่ 15 นาทีสามารถใช้งานได้ 1 ชั่วโมง

 

 


 

ซึ่งโดยรวมแล้ว JBL Free สามารถใช้งานรวมกันได้ถึง 24 ชั่วโมงเลยทีเดียวครับ JBL Free มีลักษณะการสวมใส่ที่ง่าย สบาย ไม่หลุดง่ายแน่นอนครับ เพราะว่า JBL Free มีจุกหูฟังแถมมาถึง 3 ขนาด ได้แก่ S, M, L เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามลักษณะรูหู ของแต่ละคนครับ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปลอกซิลิโคนแถมมาให้อีก 2 ขนาด ได้แก่ M, L เพื่อให้การสวมใส่มีความกระชับมายิ่งขึ้นและยังสามารถช่วยป้องกันตัวหูฟังจากเหงื่อ หรือ การกระเซ็นของน้ำได้อีกระดับนึงด้วยครับ

 
 

 

 
 
 

สำหรับสรีระของเจ้า JBL Free ตัวนี้มีความสวยงาม เรียบหรู กะทัดรัด น้ำหนักเบาเพียงแค่ 99 กรัมครับ มี 2 สี ให้เลือกทั้งสีดำและขาวกันเลยครับ สำหรับตัว Case ก็มีขนาดเล็กสามารถพกพาง่าย และ ใส่ลงในกระเป๋ากางเกงได้อย่างสบายๆครับ

 

 


เมื่อเปิดกล่อง Case ออกมาก็จะพบกับตัวหูฟัง และ มีไฟแสดงสถานะจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลือครับ โดยหลังจากที่เราแกะกล่อง JBL Free ออกมาแล้ว ตัวหูฟังจะอยู่ในโหมด Stand by เราจะต้องนำตัวหูฟังไปใส่เข้ากับตัว Case และเสียบสายชาร์จเข้ากับตัว Case เปรียบเสมือนเป็นการ “ปลุก” เจ้า JBL Free เพื่อให้พร้อมใช้งานครับ เท่านี้เราก็สามารถเชื่อมต่อตัวหูฟังเข้ากับตัวอุปกรณ์ได้ ทันทีครับ ซึ่งการเชื่อมต่อ Bluetooth ตัวหูฟังเข้ากับอุปกรณ์ได้ 2 แบบครับ นั่นคือแบบอัตโนมัติ [Auto Connect] และ แบบปกติโดยกดปุ่ม [Manual Connect]

 

 

 

 

วิธีการเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติ [Auto Connect]

 

1.    ยกหูฟัง ข้างขวา ขึ้นมาจาก Case อุปกรณ์ของท่านก็จะเจอ JBL Free และกดเชื่อมต่อได้ทันที

2.    ยกหูฟัง ข้างซ้าย ขึ้นมาจาก Case ก็จะพร้อมใช้งานทันทีครับ

 

 

วิธีการเชื่อมต่อปกติโดยกดปุ่ม [Manual Connect]

 

1.    ยกหูฟัง ข้างขวา ขึ้นมาจาก Case กดปุ่มตรงหูฟังค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีเพื่อค้นหาอุปกรณ์

2.    กดเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับหูฟัง

3.    ยกหูฟัง ข้างซ้าย ขึ้นมาจาก Case

4.    กดปุ่มหูฟังทั้ง ข้างซ้ายและข้างขวา พร้อมกัน 3 ครั้ง ก็จะพร้อมใช้งานทันทีครับ

 

ทีนี้เรามาดูวิธีการใช้งานตัวปุ่มของหูฟังทั้ง 2 ข้างกันบ้างดีกว่าครับ เริ่มกันที่ ข้างขวา กันก่อนเลยครับ

 

-     กดปุ่ม 1 ครั้ง = รับสาย / วางสาย, เล่นเพลง / หยุดเพลง

-     กดปุ่ม 2 ครั้ง = เรียกใช้ Siri / Google Assistance


 

ส่วน ข้างซ้าย สามารถใช้งานได้ดังนี้ครับ
 

-    กดปุ่ม 1 ครั้ง = เลือกเพลงถัดไป

-    กดปุ่ม 2 ครั้ง = เลือกเพลงก่อนหน้า

 

 

 

 

 
มาว่ากันด้วยเรื่องของคุณภาพเสียงของ JBL Free กันต่อเลยครับ สำหรับหูฟังคู่นี้ มีสไตล์เสียงเป็นเอกลักษณ์สไตล์ JBL ที่ฟังสนุกและฟังได้นานครับ โดยคุณภาพเสียงในย่านต่างๆ มีรายละเอียดตามนี้เลยครับ
 
 

เสียงเบส : เบสที่ได้ออกมานั้นเป็นเบสที่มีมวล มีแรงปะทะที่ดี แต่ไม่บวมและไม่ลุกลามไปรบกวน ย่านอื่นๆ เลยครับ นอกจากนี้รายละเอียดของช่วง Deep Bass นั้นก็ทำได้ดี สามารถเข้าถึงการสั่น ของเครื่องสายได้เล็กน้อยครับ

 

 

เสียงกลาง : เสียงกลางที่ได้มีความอิ่มหนา เครื่องดนตรีต่างๆ สามารถส่งเสียงออกมาได้อย่างชัดเจน และถูกแจกแจงไว้โดยไม่ทับซ้อนกันแต่อย่างใดครับ เสียงนักร้องมีความเด่นชัดโดดเด่นกว่าย่านอื่นๆ เหมาะอย่างยิ่งกับเพลงที่เน้นเสียงร้องและเพลงแนวอีเล็คทรอนิกส์ครับ

 

 

เสียงแหลม : เสียงในย่านนี้ให้ปลายแหลมที่ใสและกระชับ ทอดยาวได้ค่อนข้างไกลครับ หัวของตัวโน๊ตมีความจัดเจน และ มีรายละเอียดเสียงกรุ๊งกริ๊งมาให้สัมผัสกันอีกด้วยครับ

 

 

เวทีเสียง : ขนาดของเวทีเสียงมีขนาดปานกลาง ระยะห่างของแต่ละชิ้นดนตรีอยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะ พอดี ไม่เบียดอัดกันมากจนเกินไป และ ยังมีบรรยากาศที่ได้ทั้งด้านกว้างแถมยังมีมิติด้านลึก ให้ความรู้สึกเป็น 3 มิติ ไม่แบนราบ แยกรายละเอียดได้อย่างชัดเจนครับ

 
 

 
 

 

หลังจากที่ได้ทดสอบ JBL Free มาสักระยะ ผมก็สามารถบอกต่อได้เลยครับว่า JBL Free เป็นหูฟังที่ดี ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการและภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวันของทุกท่าน เช่น ใส่ฟังเพลงระหว่างโดยสารบนรถสาธารณะต่างๆ, สวมใส่เพื่อฟังขณะออกกำลังกาย, หรือ ใช้ในสื่อสารต่างๆ ก็ได้อย่างลงตัวครับ เพราะว่า JBL Free พกพาง่าย สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้โดยไม่รบกวนพื้นที่เก็บของในกระเป๋าของทุกท่านมากมายนักโดยเฉพาะเคสที่เป็นแบตพกพาในตัวสามารถชาร์จเพิ่มได้ยาวนาน นอกจากนี้หูฟังตัวนี้ยังสามารถเรียกใช้งานง่าย ตอบรับกับระบบ Siri และ Google Assistance และสุดท้ายคือคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมฟังสนุกได้ทั้งแนว Pop, Rock, และ เพลงตลาดทั่วๆไปครับ

 


เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับหูฟัง Trule Wireless จากค่าย JBL รุ่น Free ตอบโจทย์ผู้อ่านกันบ้างหรือไม่ครับ??  สำหรับราคาของ JBL Free หรือ พระกาฬอิสระ นั้นอยู่ที่ 5,990 บาทครับ สามารถจับจองกันได้แล้วที่ร้านมั่นคงทุกสาขาจ้าๆๆ

 

 

 

 

 

 

    บทความโดย : ต้น / สาขาออนไลน์  เขียนเมื่อ : 27 ก.พ. 2561

 


สินค้าที่เกี่ยวข้อง