มั่นคง munkonggadget

บทความ : ทำความรู้จักกับสัญลักษณ์ “HI-RES AUDIO” บนหน้ากล่องสินค้ากันครับ

 


สวัสดีครับ วันนี้ผม จะมาแนะนำ คำว่า “HI-RES AUDIO” ในช่วงปีสองปีให้หลังมานี้ คนที่ติดตามข่าวสารด้านแกดเจ็ตต่าง ๆ มักจะได้ยินคำว่า “HIGH RESOLUTION AUDIO”  ( ต่อจากนี้ขออนุญาตใช้ตัวย่อเป็น HRA เพื่อความกระชับของบทความนะครับ)  หรือ เสียงความละเอียดสูงกันมาบ้างแล้ว

 

สำหรับ HIGH RESOLUTION AUDIO นั้น ในกลุ่มคนที่เล่นเครื่องเสียงคงเป็นอะไรที่ทุกคนรู้จักกันมานานแล้ว ย้อนไปตั้งแต่สมัยช่วงที่มีการออกมาตรฐาน SUPER AUDIO CD ขับเขี่ยวกับ DVD-AUDIO ที่มาตรฐานทั้งสองต่างเคลมว่าเสียงที่บันทึกมีความละเอียดสูงกว่า AUDIO CD แต่ผู้ชนะในยุคนั้นกลับกลายเป็น MP3 ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีคุณภาพเสียงแย่กว่า แต่ก็ได้เปรียบในเรื่องของความสะดวก เพราะไฟล์มีขนาดเล็ก ทำให้สามารถแชร์ไฟล์เพลงกันผ่านอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วต่ำได้อย่างง่ายดาย

 



ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครองเมือง กลุ่มคนเล่นเครื่องเสียงก็เริ่มหันมาหาเพลงในรูปแบบไฟล์ STUDIO MASTER หรือไฟล์เพลงต้นฉบับที่ได้จากห้องอัดโดยไม่ผ่านขั้นตอนการแปลงให้อยู่ในรูปแบบเพื่อแจกจ่าย เช่น AUDIO CD หรือ MP3 ซึ่งต้นฉบับส่วนมากมักจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ความละเอียดสูงอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นเทปแม่เหล็กซึ่งสามารถนำมาถ่ายโอนให้อยู่ในรูปแบบความละเอียดสูงได้ในภายหลัง

 

 

 

มาตรฐานที่แน่นอน ผู้ใช้ก็เริ่มสับสนว่าอะไรคือ HRA กันแน่ ในช่วงเดือนมีนาคม 2014 JEITA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ออกข้อกำหนดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ IT ต่าง ๆ ของญี่ปุ่น จึงได้ออกข้อกำหนดของ HRA เอาไว้ดังนี้ HIGH RESOLUTION AUDIO คือ เสียงในรูปแบบดิจิทัล LPCM ที่เหนือกว่ามาตรฐาน AUDIO CD ที่มีความละเอียด 16-bit 44.1 kHz (ใช้ใน CD) และ 48 kHz (ใช้ใน DVD และเทป DAT) และหากมีค่าใดค่าหนึ่งต่ำกว่ามาตรฐาน AUDIO CD ก็ไม่จัดว่าเป็น HRA

 

ตัวอย่างความละเอียดที่เป็น HRA
 
48 kHz (เท่ากับ CD)   /  24-bit  (มากกว่า CD)
96 kHz (มากกว่า CD)  /  16-bit  (เท่ากับ CD)  
96 kHz (มากกว่า CD)  /  24-bit  (มากกว่า CD)
ตัวอย่างความละเอียดที่ไม่เป็น HRA
 
48 kHz   (เท่ากับ CD)  / 16-bit (เท่ากับ CD)  
96 kHz (มากกว่า CD)  /  12-bit (น้อยกว่า CD)
32 kHz (น้อยกว่า CD)  /  24-bit (มากกว่า CD)



คุณสมบัติของ HRA ที่กำหนดโดย JEITA นั้นพูดถึงเรื่องของความละเอียดของการเข้ารหัสเสียงแบบ LPCM เป็นหลักโดยไม่ได้สนใจคุณสมบัติอื่นๆ

 

นอกเหนือจากใช้คุณสมบัติตามมาตรฐานของ SONY ทาง SONY เองยังได้โอนโลโก้ HI-RES AUDIO ของตนเองให้กับ JAS สำหรับใช้โปรโมทอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เราก็เริ่มเห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงจากญี่ปุ่นหลาย ๆ เจ้านอกเหนือจาก SONY ใช้งานโลโก้ตัวนี้กับสินค้าของตัวเองกันบ้างแล้ว

 

นอกเหนือจากใช้คุณสมบัติตามมาตรฐานของ SONY ทาง SONY เองยังได้โอนโลโก้ HI-RES AUDIO ของตนเองให้กับ JAS สำหรับใช้โปรโมทอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เราก็เริ่มเห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงจากญี่ปุ่นหลาย ๆ เจ้านอกเหนือจาก SONY ใช้งานโลโก้ตัวนี้กับสินค้าของตัวเองกันบ้างแล้ว


สำหรับข้อหนดของ HRA ของ JAS มีดังนี้
 

สำหรับอุปกรณ์แอนะล็อก
 
ไมโครโฟน ต้องตอบสนองต่อความถี่ได้มากกว่า 40 kHz
เครื่องขยายเสียง ต้องมีประสิทธิภาพในการขับความถี่ได้มากกว่า 40 kHz
ลำโพงและหูฟัง ต้องตอบสนองต่อความถี่ได้มากกว่า 40 kHz

 
สำหรับอุปกรณ์ดิจิทัล
 
รูปแบบการบันทึกเสียง ไฟล์ WAV หรือ FLAC ที่ความละเอียด 24-bit 96 kHz ขึ้นไป
ภาคสัญญาณขาเข้าและออก ต้องมีความละเอียด 24-bit 96 kHz ขึ้นไป
รูปแบบการเล่นกลับ ไฟล์ WAV หรือ FLAC ที่ความละเอียด 24-bit 96 kHz ขึ้นไป (กรณีเป็นอุปกรณ์บันทึกเสียง สามารถเลือกรองรับไฟล์เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้)
การประมวลผลสัญญาณ (DSP) ต้องประมวลผลที่ความละเอียด 24-bit 96 kHz ขึ้นไป
การแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นแอนะล็อก ต้องมีความละเอียด 24-bit 96 kHz ขึ้นไป

 


นอกเหนือจากข้อกำหนดข้างบน อุปกรณ์จะต้องผ่านการประเมินจากการฟังตามมาตรฐานของผู้ผลิตอุปกรณ์ ก่อนที่จะได้รับการรับรองและสามารถใช้โลโก้ HI-RES AUDIO ในการโปรโมทอุปกรณ์ตัวนั้นได้


 

ในส่วนอุปกรณ์ที่ได้รับโลโก้ HI-RES


1. HEADPHONE

 

 

2. DIGITAL AUDIO PLAYER

 

 

3. SPEAKERS


เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับบทความนี้ คงจะรู้จักคำว่า “HI-RES AUDIO” สรุปว่าตอนนี้ HIGH RESOLUTION AUDIO ก็น่าจะมีมาตรฐานเป็นตัวเป็นตนแล้ว นั่นก็คือมาตรฐานของ JAS ที่อิงตามคุณสมบัติ HI-RES AUDIO ของ SONY อีกที คืออุปกรณ์ต้องมีความละเอียดอยู่ที่ 24-bit 96 kHz ขึ้นไป และรองรับความถี่ที่ 40 kHz ขึ้นไปครับ ต่อจากนี้หากสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์ของ "HI-RES AUDIO" ที่สินค้าไหน ก็ขอให้เข้าใจครับว่าเป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐานหนึ่งที่ต้องมีการรับรองแล้วนั่นเองครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ถ้ายจะให้ดีก็ควรลองฟังก่อน ว่ามีแนวเสียงที่ท่านชอบหรือเปล่า ยังไงก็ขอให้ทุกท่านสนุกกับการฟังเพลงด้วยนะครับ

 

 

 

 



เขียนโดย : อู๋ ปิ่นเกล้า เขียนเมื่อ : 13 ก.พ. 2561