มั่นคง munkonggadget

บทความ : กลยุทธ์พิชิตยอดหูฟัง บทที่ 2

 
 


 

กลับมาอีกครั้งกับสุดยอดวิชาที่ผมได้รับการถ่ายทอดมาจากปราชญ์เมธีมั่นจื่อ ซึ่งในวันนี้จะเป็นบทความต่อเนื่องมาจากบทที่1 ในเรื่องของศาสตร์แห่งการรู้เขา รู้เรา เพื่อให้ทุกครั้งที่เข้ามาร้านมั่นคง ก็สามารถได้ของติดไม้ติดมือกลับไปทุกครา 



โดยในบทนี้นั้นเราจะมาเข้าถึงศาสตร์ของกำลังภายในและสรีระธาตุของหูฟังกันครับ ซึ่งหลายครั้งที่เราหาข้อมูลของตัวหูฟัง มักจะมีคำถามเกิดขึ้นมาในใจเสมอว่า "หูฟังแบบเปิด-แบบปิดนี่มันเป็นยังไงกันนะ?" "ตรงส่วนที่เรียกว่า Driver นี่คืออะไร" "แล้วย่านเสียงต่างๆนี่มันมีอะไรบ้างละ" ซึ่งในส่วนนี้นั้นอาจจะเริ่มเข้าขั้นที่ต้องใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น ประหนึ่งเหมือนแรกเริ่มฝึกวรยุทธ์แล้วทำการฝึกเดินลมปราณเข้าสู่จุดตันเถียนนั่นเอง เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ



ชนิดหูฟัง
 

นอกจากประเภทของหูฟังทั้ง 4 แบบที่ผมได้อธิบายไว้ในบทที่1 แล้วนั้นยังมีลักษณะของตัวบอดี้หูฟังที่เรียกว่าแบบเปิด, แบบปิด และกึ่งเปิด-กึ่งปิดอยู่ด้วยครับ โดยแต่ละแบบก็จะให้เสียงที่แตกต่างกันออกไปอีกเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ผลิตว่าจะออกแบบและแต่งเสียงออกมาอย่างไรนั่นเอง ซึ่งหูฟังทั้ง 3 ชนิดนี้นั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ด้วยครับ

 

หูฟังแบบปิด(Closed-Back)
 

เป็นหูฟังที่ตัวบอดี้ปิดสนิท กันเสียงรบกวนเล็ดลอดเข้า-ออกได้ดี ถือเป็นชนิดที่พบเห็นโดยปกติทั่วไปได้มากที่สุด เนื่อง จากมักใส่ใช้งานได้ในทุกสถานที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงรบกวนจากภายนอกหรือเสียงเพลงของเราจะไปรบกวนผู้อื่น ตัวหูฟังชนิดนี้นั้นจะให้รายละเอียดของเสียงที่คมชัด ครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น JBL Everest 300, Bose Soundtrue AE 2 หรือ Beats Studio 2 เป็นต้น
หูฟังแบบเปิด(Open-Back)
 

หูฟังชนิดนี้ตัวบอดี้จะมีลักษณะเหมือนตะแกรง เพื่อเป็นช่องอากาศให้เสียงสามารถลอดผ่านได้ เพื่อลดเสียงสะท้อนที่เกิดจากตัวบอดี้ ทำให้เวลาสวมใส่ฟังนานๆจะไม่รู้สึกอึดอัีด มีมิติของเสียงที่กว้าง เสียงที่ถ่ายทอดออกมามีความเป็นธรรมชาติสูง แต่ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไปเท่าไรนักเนื่องจากจะมีเสียงรบกวนจากภายนอกแทรกเข้ามาได้ง่าย อีกทั้งยังมีเสียงลอดออกไปรบกวนผู้อื่นได้ง่าย เช่น Grado SR125e, Sennheiser HD650 และ AKG K701

 

 

หูฟังแบบกึ่งเปิด-กึ่งปิด(Semi-Open)



มีลักษณะใกล้เคียงกับหูฟังทั้ง 2 ชนิดข้างต้น กล่าวคือมีการถ่ายทอดเสียงที่เหมือนกันกับแบบปิด แต่มีโทนเสียงที่โปร่งและมีความเป็นธรรมชาติเหมือนแบบเปิด และเมื่อเร่งเสียงดังมากๆอาจมีเสียงลอดออกไปรบกวนคนข้างๆได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น AKG Y30, Koss Porta Pro หรือ B&O Form 2i
 

 
ไดรเวอร์หูฟัง
 
ไดรเวอร์หูฟังนั้นถูกแบ่งออกได้หลักๆอยู่ 4 ประเภทใหญ่ๆครับ โดยแต่ละตัวนั้นจะมีหลักการทำงานและจุดเด่นที่แตกต่างกัน รวมถึงให้เสียงที่แตกต่างกันอีกด้วยครับ ดังนั้นการเลือกซื้อหูฟังตัวหนึ่งนั้น หากเรามีความเข้าใจในส่วนของไดรเวอร์แม้เพียงเล็กน้อย เราก็จะจับจุดเด่นและแยกหูฟังในแบบที่เราต้องการออกมาได้ง่ายๆเลยละครับ

 
 
Dynamic Driver
 
เป็นไดรเวอร์ประเภทที่เราพบเห็นได้บ่อยครั้งที่สุดทั้งในหูฟังและลำโพงครับ โดยหลักการทำงานง่ายๆจะเป็นการส่งกระแสไปกระตุ้นตัวแม่เหล็กบริเวณแผ่นไดอะแฟรมเพื่อทำให้มีการสั่นและเกิดเสียงขึ้นครับ สังเกตง่ายๆก็เป็นแบบเดียวกันกับตัวดอกลำโพงบ้านทั่วไปนั่นละครับ ขนาดก็จะมีแตกต่างกันไปตามการออกแบบ ซึ่ง ณ.ปัจจุบันมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กจนสามารถทำเป็น Triple Driver ได้แล้วเช่นกัน จุดเด่นของไดนามิคจะอยู่ที่ให้เนื้อเสียงสมู้ท ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เบสเนียนนุ่มและลงได้ลึก มีอิมแพคแรงปะทะที่คมชัด หนักแน่น ยกตัวอย่างเช่น Sennheiser IE80s, Marshall Major II หรือ Sony MDR Z7 เป็นต้น
 

 


 

Balanced Armature หรือ BA


ถือเป็นไดรเวอร์ที่ถูกพัฒนามาจากอุปกรณ์ช่วยฟังสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน มีมขนาดที่เล็กมากๆครับ จึงสามารถบรรจุเข้าไปในตัวหูฟัได้ทีละหลายๆตัว ซึ่งในปัจจุบันก็มีหูฟังรุ่นที่ใช้ BA มากถึง 18 ตัวต่อข้างกันเลยทีเดียวครับ โดยมักจะมาในรูปแบบกล่องขนาดเล็กที่แต่ละตัวก็จะทำหน้าที่ในการตอบสนองย่านความถี่ที่แตกต่างกันไปทั้งสูง กลาง และต่ำ และใช้หลักการ Cross-Over ที่แตกต่างกันไปมาทำการควบคุมเสียง ส่วนมากจะพบเห็นได้ในหูฟังจำพวกมอนิเตอร์สำหรับนักร้อง นักดนตรี หรือผู้ที่ทำงานด้านเสียง ที่ต้องการรายละเอียด และความคมชัดของเสียงมากกว่าปกติ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหูฟังปกติทั่วไปจะไม่มีการใช้ BA เลยนะครับ เพราะหูฟังอย่าง Zero Audio BX700 , Audio-Technica E50 หรือ Aroma Witch Girl S ก็เป็นหนึ่งในหูฟังหลายๆตัวที่มีการเลือกใช้ไดรเวอร์ประเภทนี้เช่นกันครับ โดยจุดเด่นของมันจะอยู่ที่การให้รายละเอียดของชิ้นดนตรีต่างๆนั้นทำออกมาได้ค่อนข้างสมจริง เสียงกลางคมชัด แต่มีจุดอ่อนอยู่ที่ย่านความถี่ต่ำนั้นจะให้มวลเบสที่สู้แบบไดนามิคไม่ได้ และจำนวนไดรเวอร์ที่มากกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงที่ได้จะดีและถูกใจมหาชนทุกคนเสมอไปครับ เพราะคนเราแต่ละคนนั้นย่อมมีความชื่นชอบ รวมถึงแนวทางการฟังเพลงเป็นของตัวเองอยู่ครับ

 

Electrostatic
 

ไดรเวอร์ชนิดนี้หลายท่านอาจไม่ค่อยรู้จักมากนักถ้าไม่ใช้นักเล่นหูฟังตัวยง เพราะส่วนมากมักจะอยู่ในหูฟังระดับ High-end ซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยมันต้องการความรู้ความเข้าใจในการใช้งานสักนิดหนึ่งครับ ซึ่งหูฟังที่ใช้ไดรเวอร์ชนิดนี้ได้นั้นมักจะเป็นหูฟังแบบ Full-size ขนาดใหญ่ น้ำหนักค่อนข้างมาก แถมยังต้องการแอมป์ที่เฉพาะเจาะจงและมีกำลังขับที่มากกว่าปกติมาใช้ควบคู่กันเพื่อที่จะเร่งประสิทธิภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ เช่นหูฟัง Stax SR-L300 ที่ต้องใช้คู่กับแอมป์อย่าง Stax SRM-252s และนอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการพัฒนาไดรเวอร์ชนิดนี้ให้มาใช้กับหูฟังแบบอินเอียร์ได้อีกแล้วด้วยนั่นคือหูฟังอย่าง Shure KSE1500 สำหรับจุดเด่นของไดรเวอร์ชนิดนี้นั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากความต้องการกำลังไฟฟ้ามากๆมาขับมันนั่นเองครับ กล่าวคือกำลังไฟฟ้าที่ส่งเข้ามาจะส่งผลให้เสียงที่ได้มีมิติและเวทีเสียงที่กว้าง เสียงร้องอ่อนหวาน ปลายแหลมพริ้วไหว พื้นหลังนิ่งสงัด รายละเอียดของชิ้นดนตรีจึงเด่นชัดออกมามากกว่าไดรเวอร์แบบอื่นๆ
 
Planar Magnetic
 
 
เป็นอีกหนึ่งไดรเวอร์ในระดับ High-end ที่มีขนาดใหญ่มาก และมักจะถูกเรียกในหลายๆชื่อต่างกันไปตามแต่บริษัทผู้พัฒนาซึ่งนอกจากชื่อนี้แล้วก็มักเรียกว่า Magneplanar, Orthodynamic หรือ Isodynamic โดยภายในตัวไดรเวอร์นั้นจะมีแผ่นแม่เหล็กหลายๆแถวถูกวางเรียงไว้ระหว่างแผ่นไดอะแฟรม และเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปด้านในก็จะทำให้เกิดเป็นสนามแม่เหล็กและนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดตัวนำไฟฟ้าที่ส่งผลให้แผ่นไดอะแฟรมสั่นและเกิดเสียงขึ้นนั่นเองครับ โดยจุดสำคัญจะอยู่ที่ตัวแผ่นแม่เหล็กจะต้องวางเรียงกันและรักษาระยะห่างเท่าๆกันทั้งขั้วบวกและลบ ดังนั้นเสียงที่ได้จึงค่อนข้างแม่นยำและเที่ยงตรง ให้อิมเมจของเสียงที่ค่อนข้างใหญ่ ไม่มีอาการเพี้ยนเมื่อเจอคลื่นความถี่ที่สูงมากๆ มวลเบสมีคุณภาพ กระชับ เนื้อเนียน และลงได้ลึก แถมยังมีแรงปะทะสูงที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นไดรเวอร์ที่ค่อนข้างจะขับง่ายไม่จู้จี้ในเรื่องของการเลือกแอมป์มาต่อพ่วงเท่าไรนัก แต่มีข้อเสียตรงที่มีน้ำหนักมาก สวมใส่ลำบาก และไม่เหมาะกับการพกพา ยกตัวอย่างเช่น Hifiman HE400i เป็นต้น และณ.ตอนนี้ยังมีหูฟัง Planar ที่ลดข้อเสียของมันออกไปอย่าง Audeze iSine20 ที่ถูกออกแบบและพัฒนามาในรูปแบบหูฟังอินเอียร์แล้วด้วยเช่นกัน

 

 


 

และนอกจากไดรเวอร์หลักๆทั้ง 4 แบบข้างต้นแล้วนั้น ปัจจุบันยังได้มีการพัฒนาและรวมเอาจุดเด่นของไดรเวอร์หลักเข้ามาไว้ด้วยกันและเรียกกันในชื่อ Hybrid Driver หรืออธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆก็คือการนำเอาไดรเวอร์ 2 แบบมาใส่ไว้ในหูฟังตัวเดียว และให้ทำงานร่วมกันเพื่อลดจุดอ่อนของกันและกันนั่นเองครับ ซึ่งถ้าใครที่ติดตามข่าวสารหรือชื่นชอบในหูฟังแบบอินเอียร์มาระยะเวลาหนึ่งแล้วนั้น ก็มักจะได้ยินคนพูดถึงเจ้า Hybrid Driver นี้กันอยู่บ่อยๆ และไดรเวอร์ที่ถูกหยิบยกมาใส่ไว้คู่กันก็เห็นจะเป็นตัวอื่นไปไม่ได้นอกจาก Dynamic และ BA ซึ่งจากที่กล่าวไว้ข้างต้น Dynamic ที่โดดเด่นในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำมีนวลกว่าจึงเข้ามาทำหน้าที่หลักในการขับเสียงย่านต่ำ ในส่วนของ BA ที่ให้รายละเอียดยิบย่อยได้ดีกว่าจึงแยกกันขับย่านกลางและสูงนั่นเอง ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆก็จะมีหูฟังอย่าง Oriveti New Primacy และ JH Audio Lola นั่นเองครับ แต่ถึงกระนั้น Hybrid Driver ก็เป็นเพียงการสร้างแนวเสียงแบบใหม่ขึ้นมาเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความว่าการรวมจุดเด่นของ 2 ไดรเวอร์เข้าด้วยกันจะดีีกว่าตัวเดิมเสมอไป เพราะทั้ง Dynamic Driver และ Balanced Armature แบบปกตินั้นก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากการรวมกันอยู่ครับ ขึ้นอยู่กับผู้ฟังเองว่าจะเลือกฟังและค้นหาสไตล์การฟังของตัวเองเจอหรือไม่ แบบที่จอมยุทธ์ก้วยเจ๋งเลือกแม่นางอึ้งย้งเป็นคู่ชีวิตนั่นละครับ

 

ย่านเสียง

 

ศาสตร์ของย่านความถี่ของเสียงต่างๆนั้น สำหรับนักดนตรีมืออาชีพ หรือ Sound Engineer แล้วนั้นถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้กันในระดับต้นๆเลยครับ แต่สำหรับนักเล่นหูฟังมือใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากนิดหน่อยละครับ ดังนั้นผมขออนุญาตอธิบายถึงความหมายของย่านเสียงต่างๆแบบคร่าวๆเข้าใจง่ายๆและไม่เจาะลึกเกินไปเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านมองเห็นภาพตามได้ง่ายที่สุดครับ กล่าวคือประสาทสัมผัสทางการได้ยินของมนุษย์เรานั้นส่วนมากจะอยู่ในระดับ 20 Hz - 20,000 Hz ซึ่งเราจะสามารถจำแนกย่านความถี่ต่างๆออกได้ 7 ระดับดังนี้

 

 
Deep Low/Deep Bass
 
อยู่ในช่วง 20 Hz - 60 Hz ถือเป็นย่านที่ตอบสนองในด้านความรู้สึกมากกว่าเสียงสัมผัส พูดให้เข้าใจง่ายๆหน่อยก็คือย่านที่ให้ความลึก ทำให้เสียงดูมีพลัง ความกระหึ่ม และการสั่นสะเทือน ส่วนมากจะเป็นเสียงของเครื่องดนตรีจำพวกกีตาร์เบสบางหัวโน้ตที่ได้ยินยากๆแต่รู้สึกได้ รวมถึงเสียงของกลองทิมปานีด้วย ถ้ามีน้อยเกินไปจะรู้สึกว่าเสียงบาง แลดูขาดพลัง
 
 
Low
 
ย่านความถี่ต่ำนั้นจะอยู่ในช่วง 60 Hz - 250Hz เป็นเสียงของเครื่องดนตรีให้จังหวะ เช่นกระเดื่อง หรือกีตาร์เบส โดยย่านนี้จะเป็นตัวให้ความหนา และบางของเสียง ถ้าย่านนี้ถูกเพิ่มเข้ามามากๆจะรู้สึกได้ถึงความอุ่นของเสียงหรือเรียกว่า Warm Tone นั่นเอง แต่ถ้ามีมากเกินไปเสียงจะบวมเบลอและเอ่อล้น
 
 
Mid Low/Upper Bass
 
เป็นย่านความถี่ที่อยู่ในช่วง 250 Hz - 500 Hz เป็นย่านที่ให้ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของเสียงเบส ช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับเครื่องดนตรีประเภทสายจำพวกเชลโล หรือคีย์บอร์ด รวมถึงกลองทอมด้วย แต่หากมีมากเกินไปจะรู้สึกอุดอู้
 
 
Midrange
 
ย่านกลางจะอยู่ในช่วง 500 Hz - 2 kHz เป็นย่านของเสียงพูด และเสียงร้องของคนเรา ซึ่งถ้าหากมีมากเกินเสียงจะแปร๋น และอาจเกิดอาการล้าหูได้ง่าย เนื่องด้วยหูคนเรานั้นตอบสนองได้ไวกับเสียงคน
 
 
Mid High/Upper Mid
 
หรือเรียกง่ายๆว่ากลาง-แหลม เป็นย่านความถี่ในช่วง 2 kHz - 4 kHz ย่านของเครื่องดนตรีจำพวก Percussion เครื่องสี เครื่องเป่า และเครื่องดนตรีจำพวกให้จังหวะต่างๆ รวมถึงเสียงร้องหญิงที่ร้องคีย์สูงๆด้วย เช่นด้วยกับย่านกลางหากมีมากเกินไปอาการล้าหูจะถามหาได้
 
 
Presence
 
ย่านเสียงบรรยากาศและการมีตัวตน เป็นย่านเสียงในช่วง 4 kHz - 6 kHz ที่ควบคุมระยะใกล้-ไกลของชิ้นดนตรี ทำให้เสียงดูโปร่งหรือมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ามีมากเกินไปเสียงจะดูหยาบกระด้าง
 
 
High
 
ย่านเสียงแหลม จะอยู่ในช่วง 6 kHz - 20 kHz หรือก็คือย่านแห่งความฟรุ้งฟริ้งนั่นเอง เป็นเสียงของแฉ ฉาบ กระดิ่ง หรือไทรแองเกิล ที่สอดคล้องกับความสด ใส ชัดเจน ซึ่งถ้ามีมากเกินไปจะเกิดเป็นเสียงฉ่า ซิกๆๆ แทรกอยู่ในชิ้นดนตรี
 
ซึ่งถ้าเราสามารถจำแนกย่านเสียงต่างๆได้คร่าวๆแล้วนั้น เราจะสามารถจับจุดเด่นของหูฟังแต่ละตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น และการเลือกซื้อหูฟังก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ 
 
หลังจากที่ท่านผู้อ่านฝึกจนสำเร็จวิชาขั้นที่สองนี้เรียบร้อยแล้วนั้น ก็จะสามารถออกท่องยุทธจักรนักเล่นหูฟังได้ง่ายขึ้นในระดับหนึ่งแล้วละครับ แต่หากใครที่อยากจะสำเร็จวิชาชั้นเซียนจนขึ้นเป็นยอดยุทธแล้วละก็ ขอให้รอติดตาม "กลยุทธพิชิตยอดหูฟัง บทที่3" ของผมกันต่อไปนะครับ คราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไร ขออุบไว้ก่อน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

 



 

 

 

 

 

 

บทความโดย :  ปาล์ม / Siam Paragon  เขียนเมื่อ : 17 ต.ค. 2560