มั่นคง munkonggadget

รีวิว : "ข่าน" จอมทัพตราบนิรันดร์ (เครื่องเล่นเพลง KANN จาก Astell&Kern)

 

ลับมาอีกครั้งครับ กลับมาโดยไม่มีคำเรียกร้องจากใครทั้งนั้น คือนึกจะกลับก็กลับมาดื้อๆซะงั้น 555 วันนี้เป็นอีกวันที่ผมต้องกลับมาเขียนรีวิวให้ท่านได้อ่านกันอีก เพราะเมื่อไหร่เลิกเขียน เลิกพิมพ์ ผมก็คงตกงานนั่งเหงาไม่มีอะไรทำนั่นเอง ก็เลยต้องขยับหาอะไรที่มันอยู่ในความสนใจและฮอตฮิตที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งกระแสฮิตของโลกคนฟังเพลงพกพา ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก "KANN" โดย Astell&Kern นั่นเอง

ท้าวความนิดนึงให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนได้เข้าใจคร่าวๆพอเป็นสังเขปครับ เพราะอยู่ดีๆ อ่านไปดื้อๆเลย บางทีอาจจะไม่เข้าใจว่าไอ้ก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนก้อนอิฐอันนี้มันคืออะไรกันแน่  สิ่งที่ผมจะรีวิวในวันนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน มันถูกเรียกย่อๆว่า DAP หรือเรียกแบบเต็มยศว่า Digital Audio PLayer หรือแปลเป็นไทยก็เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลแบบพกพาก็แล้วกัน

เฮ้ย!!! เฮียมั่น ยุคนี้โทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนมันทำได้ทุกอย่างแล้ว แทบจะเอาไปตำน้ำพริกแทนสากกะเบือได้แล้ว ทำไมยังต้องมาวุ่นวายกับเครื่องเล่นเพลงอะไรอีก ในเมื่อโทรศัพท์อะไรในโลกก็ฟังเพลงได้ แล้วจะไปเสียเงินทำซากอะไรกับเครื่องฟังพงฟังเพลงของเฮียน่ะ ขอตอบว่า ท่านตอบถูกเพียงซีกเดียวเท่านั้นครับ 555

สมาร์ทโฟนยุคนี้ถึงมันจะฉลาดและเก่งขนาดไหน มันก็เก่งได้แบบเป็ด และเป็นเป็นพะโล้เท่านั้น เพราะว่าถึงสมาร์ทโฟนจะถ่ายรูปได้ ก็ถ่ายเห็นและดูสวยบนจอ 4-5 นิ้วแค่นั้นแหละ เอามาดูบนคอม เอามาใช้งานเป็นไฟล์พิมพ์งานก็ไม่ได้ น๊อยซ์ก็เยอะ หน้าหล่อๆของท่านอาจจะกลายเป็นผีดิบเมื่อดูบนจอ ชัดตื้นชัดลึกก็ใช้ไม่ได้จริง และดิสทอร์ชั่นก็เพี้ยนกว่ากล้องที่เป็นกล้องจริงๆ เอาเป็นว่าสามาร์ทโฟนถ่ายรูปได้ในระดับหนึ่งก็แล้วกันนะเออ 55

มาพูดถึงความสามารถในการฟังเพลง สมาร์ทโฟนก็เช่นกัน คือฟังเพลงได้กระจ๊องง๊องแง๊งระดับหนึ่ง คือเอาเป็นว่าเสียบหูฟังทั่วไปราคาไม่แพงนักก็ฟังได้ดีในระดับหนึ่ง การอ่านไฟล์ก็ยังไม่สามารถอ่านไฟล์ได้อย่างตรงๆ ต้องอ้อมนู่นอ้อมนี่ จะใช้งานก็คอยพะวงว่าซดแบตจนหมดกลางทาง หวาดระแวงว่าแฟนโทรหาแล้วแบตหมดจะโกหกกันอีท่าไหนดี กำลังขับภาคหูฟังก็ต่ำเกินไป และอะไรไม่สำคัญเท่ากับสมาร์ทโฟนตอบสนองเรื่องคุณภาพเสียงที่ดีให้ท่านยังไม่ได้ก็แล้วกัน

นั่นไง ขึ้นรีวิวมาก็ขู่ซะแล้วเฮียกู 555 เป็นเรื่องจริงครับ คือถ้าเราเกิดมาเป็นคนฟังเพลงและชอบฟังเพลงจริงๆจังๆ เราจะใช้เวลาอยู่กับการฟังเพลงมากมายหลายชั่วโมงต่อวัน ส่วนคนไม่ฟังเพลง ปีนึงฟังเพลงไม่กี่เพลง อันนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจรีวิวนี้ ให้คลิกปิดแล้วไปหาอย่างอื่นอ่านแทนครับ 55 ซึ่งวันนี้สิ่งที่มาเล่าและเขียนให้อ่าน มันเป็นเรื่องของคนฟังเพลงที่ต้องการหาเครื่องมือที่ตอบสนองความต้องการที่ดีๆซักอันกับเค้านั่นไง๊ๆๆๆๆ 555

เข้าเรื่องเลย อู้มาหลายท่อนแล้ว 55 Astell&Kern เปิดตัวเครื่องเล่นเพลงตัวใหม่ล่าสุดในนามว่า "Kann" ซึ่งผมต้องขอเล่าให้ฟังว่ามันมีที่มาอย่างไร เจ้า Kann ตัวนี้เป็นสินค้าตัวแรกในไลน์การผลิตของ Astell&Kern ที่ไม่มีเลขรหัสในการเรียก แต่ใช้เรียกชื่อเอาตรงๆว่า "KANN" ซึ่งตอนแรกนั้นทางค่ายตั้งใจจะใช้คำว่า Khan ซึ่งสื่อความหมายถึงจอมจักรพรรดิมองโกเลียที่ชื่อว่า เจ็งกิสข่านนั่นเอง

ซึ่งตอนที่พวกเราชาวมั่นคงไปประชุมร่วมกับทาง AK ก็รู้สึกว่าทีมครีเอทเค้าตั้งได้ดี หลายคนคงไม่ทราบว่าชื่อ เจงกิสข่าน มีความหมายแปลว่าอย่างไร เจงกิสข่านนั้นเมื่อแปลจากมองโกลเป็นภาษาไทยก็จะได้ประมาณว่า นักปกครองนิรันดร ซึ่งท่านข่านเป็นจักรพรรดิและเป็นนักรบที่มีกลยุทธในการรบ เรียกว่ากองทัพเดินหน้าไปทางไหน เค้าก็ทำปศุสัตว์ไปพร้อมกัน คือเดินทางไป ก็เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผักปลูกหญ้ากะเตงกันไปตามกองทัพ หรือจะบอกว่ารบไปก็มีกินไปนั่นเอง

แต่พอสินค้าจะวางตลาด คำว่า Khan นั้นดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับจากชาวยุโรป เพราะในอดีตเค้ามี conflict กันอยู่ ก็เลยมีการเปลี่ยนเป็น KANN ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน หาก translate เป็นอังกฤษก็เท่ากับคำว่า can หรือแปลว่า "สามารถ" ในภาษาไทยนั่นเอง แต่วันนี้ผมจะเขียนและเรียกเจ้าเครื่องเล่นตัวนี้ว่า "ข่าน" ซึ่งแปลและหมายถึงจอมจักรพรรดิเจงกิสข่านก็แล้วกันนะครับ 555

Kann เป็นเครื่องเล่นเพลย์เยอร์ฟังเพลงที่ถูกวางราคาไว้ระดับกลางๆ ครับ คืออยู่ที่ระดับ $1000 ซึ่งในพิกัดนี้ถือว่ากลางค่อนล่างด้วยซ้ำไป เพราะตัวท็อปของค่ายนั้น ราคาปาไปที่แสนห้าหมื่นบาท Kann เป็นเครื่องเล่นที่พัฒนาความสามารถที่ถูกจำกัดบางข้อในบางรุ่นออกไปครับ และเติมความสามารถที่ดีและคุ้มค่าเข้ามาเพียบ

รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวม
เพลย์เยอร์ใหม่ในนามท่าน"ข่าน" นั้นมาในมาดนักรบเลยก็ว่าได้ คือพลิกตำรารบกันใหม่ จากรูปแบบเดิมๆที่ออกสี่เหลี่ยมแบน เส้นสันเหลี่ยมคมค่อนข้างมาก หยิบจับลำบากไปนิดสำหรับ AK ในหลายๆรุ่น มาคราวนี้ AK ดีไซน์ใหม่หมด โดยแแนวสี่เหลี่ยมคางหมู คือด้านบนกว้าง ส่วนด้านล่างแคบ และลบมุมด้านบนออกจนกลมกลึงเข้ามือ การใช้สี่เหลี่ยมคางหมูนั้นมีนัยยะไม่ได้สักแต่ว่าทำครับ

คือเวลาวางบนฝ่ามือหรือจับ หรือกำเจ้า "ข่าน" ไว้ในมือ มันจะกระชับรับมือโดยไม่ต้องเกร็งฝ่ามือให้ลำบาก ใครที่กังวลปัญญานิ้วล็อค ท่านข่านช่วยได้ เพราะดีไซน์ใหม่ทำให้ไม่ต้องไปกังวลกับการใช้งาน แถมดีไซน์จากที่เคยใช้ Wheel หรือแป้นหมุนกลมๆ เที่ยวนี้ AK ดีไซน์ให้มันกอดกับมุมขวามือของเครื่อง อยู่ในแนวที่ถนัดที่สุดของมือเรา ถ้าใช้มือขวาจับเราจะหมุนโวลุ่มด้วยการเลื่อนนิ้วโป้งขวาปัดไปมาอย่างง่ายๆ หรือถ้าใช้มือซ้ายถือ ก็สามารถใช้นิ้วชี้ปัดหมุนปุ่มนี้ได้โดยง่าย

แล้วถ้าผมไม่มีนิ้วเลยล่ะ อันนี้ผมลองดูแล้วจริงๆคือใช้งานได้สะดวกมาก คือท่านอาจจะใช้อวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงในการหมุนเร่งลดระดับเสียง ข้อนี้ผมให้ A+ ไปเลยกับดีไซน์โดนใจ ทำให้ "ข่าน" ดูเหมือนมีความพร้อมมากขึ้นกว่าเพลย์เยอร์รุ่นก่อนๆ หรือแม้แต่ของค่า่ยอื่นๆเช่นกัน สิ่งที่เป็นข้อติงนิดเดียวก็คือ โวลลุ่มนั้นเป็นดิจิตอลแบบสเตป คือเร่งลดทีละคลิกจะเพิ่มลดทีละระดับ แต่เสียงจากการคลิกผมว่าแอบดังไปนิดนึงนะ 55

ตัวเครื่องนั้นเป็นอลูมิเนียมแบบ แบบ no-joint design (ไม่มีรอยเชื่อมต่อ) คือเป็นชิ้นเดียวแล้วผนึกหัวท้ายด้วยซิลิโคนเกรด A ที่แข็งแรงทนทานมากพอควร และเซาะร่องเล็กๆตามแนวตั้งของเครื่องเพื่อกันลื่น และกันคนซื่อบื้ออย่างผมทำหลุดมือ จอชัดใสแจ๋ว และแอบติดตั้งปุ่มกดเข้ามาให้ใช้ ซึ่งบอกตามตรงถูกใจผมมาก เพราะจริงๆฟิลลิ่งของเครื่องฟังเพลง มันควรจะต้องมีอะไรให้กดๆ ซึ่งควรจะต้องรู้สึกว่าได้กด ซึ่งผมว่าดีกว่าการทัชหรือใช้แตะเอา

ปุ่มและรูเสียบต่างๆรอบตัว

ปุ่มโวลลุ่มอันนี้แอบเล่าไปหมดแล้วท่อนบน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมบอก คือมันสัมผัสได้ถึงความแข็งแรง ไอ้เรื่องจะเจอปุ่มง่อกแง่กเป็นอันตัดไป เพราะแนวถึกๆแบบนี้ ท่านข่านจัดไว้เต็มๆให้แล้ว ปุ่มบนหน้าจอก็ง่ายๆ คือดึงเอาปุ่มสำคัญที่เรากดบ่อยๆใช้งานบ่อยแยกออกมาไว้ให้ชัดเจน ปุ่ม Play Pause เดินหน้า ถอยหลัง ถูกดึงออกมา ส่วนการเลือกเพลงต่างๆ รวมถึงการดู information ของเพลง เรายังคงต้องใช้ฟังก์ชั่นของทัชสกรีนอยู่นะครับ

มาดูตรงตูดของท่านข่านกันมั่ง 555 งวดนี้มาแบบจัดเต็มจริงๆ คือมีช่องใส่เมมมาให้ 2 สลอต ใครที่เพลงมากเพลงเยอะ ไม่ว่าจะเป็นซื้อมาหรือแบ่งเพื่อนมา ไม่ต้องกังวลว่าจะใส่ไม่หมด เพราะว่า AK ออกแบบให้ มีช่อง SD ใส่ได้ถึง 512GB และช่องเล็ก Micro SD ใส่ได้ถึง 256GB ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยุ่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละท่าน ใครตังค์เยอะใส่ไปเยอะๆก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่ถ้าตังค์หมดหรือหมดตูดแล้ว AK เค้ายังแถมความจำฟรีๆติดเครื่องให้ที่ 64GB ครับ

ส่วนอีก 2 รูตรงด้านตูดท่านข่านก็คือช่องชาร์ตไฟ และช่องดิจิตอลเอาท์ เอาไว้กรณีที่ท่านต้องการต่อ dac ภายนอกว่างั้น ซึ่งท่านที่มี dac-amp ภายนอกก็ดึงสัญญาณดิจิตอลตรงนี้ไปใช้ผ่านช่อง micro usb ครับ ส่วนช่องชาร์ตนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจก็คือ หากใช้สายชาร์ตและใช้ตัวชาร์จแบบ fast Charger (ซึ่งสเปคต้อง 9 V/1.6 A ส่วนพวก 5V นั้นจะแบบชาร์ตทั่วไป ซึ่งต้องหาเอาเองในกล่องไม่มีมาครับ) สามารถใช้งานได้นาน 6.5 ชั้วโมงจากการชาร์จเพียง 1 ชั่วโมงจาก USB C และ AK ใช้ช่อง Usb type C ใน KANN เป็นตัวแรก เพื่อการ transfer ข้อมูลที่เร็วขึ้นกว่าเดิมโลดๆๆๆ

การชาร์ต 1 ครั้งใช้ได้ยาวนาน 15 ชั่วโมง ซึ่งทั้งนี้เล่นไฟล์ระดับธรรมดาทั่วไป และเปิดจอมั่งปิดจอมั่ง แต่ถ้าเล่นไฟล์ hires หรือ dsd ก็อาจจะลดลงมาบ้าง แต่จะเป็นเท่าไหร่นั้น อันนี้ผมยังไม่ได้ทดสอบให้ท่านนะครับ แต่เดาว่าเกินกว่า 10 ชั่วโมงค่อนข้างแน่ ซึ่งถือว่าใช้งานได้ยาวและนานมาก ใครที่พกไปฟังบนเครื่องบิน รับรองว่าบินไปกลับแบตยังเหลือ หรือนั่งรถไปเชียงใหม่ ยังไงแบตพอฟังจนถึงที่พักแน่ๆๆ 555

มาดูปุ่มและรูทางด้านหัวกันต่อครับ จะเห็นว่ามีปุ่ม ON-OFF ซึ่งปกติมีทุกอัน อันไหนไม่มีน่าจะผิดปกติ แต่ที่น่าสนใจก็คือ Astell&Kern ได้ดีไซน์ออกแบบภาควงจร output ออกมา 4 ชุด (4 รู)ด้วยกัน ซึ่ง "ข่าน" ก็เป็นตัวแรกเลยครับ ที่ทาง AK ได้ทำการใส่รู output ให้มาถึง 2 ชุด ซึ่งชุดแรกจะเป็นส่วน Headphone out แบบทั่วไปที่เราเคยใช้ (unbalanced) และอีกรูคือเป็น Headphone Out แบบ Balanced (หัวเล็กขนาด 2.5 และเป็น 4 pole)

และ Line Out ก็มี 2 ช่องให้เลือกออก คือแบบ Balanced และ Unbalanced ซึ่งหลายท่านสงสัยว่าทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากหลายๆๆรู ต้องบอกว่านี่เป็นช่องสัญญาณขาออกที่ทำออกมารองรับนักเล่นระดับมืออาชีพครับ เพราะช่อง Balanced นั้น ให้สัญญาณที่ดีและเสถียรกว่า คุณภาพเสียงดีกว่า และต้องใช้สายและหัวแจ็คเฉพาะกว่า ส่วนช่อง Unbalanced ก็คือช่องทั่วไปที่ยังออกมาให้นักเล่นที่มีหูฟังทั่วๆๆไปได้ใช้งานกัน

ซึ่งชุด Line Out นั้นสามารถ set ระดับความแรงของสัญญาณขาออกได้ 4 ระดับ เพื่อรองรับและให้เกิดความเหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ไปเล่นร่วม พูดง่ายๆเซ็ทสัญญาณให้แรงหรือค่อยได้ จะได้เล่นเข้ากันกับแอมป์ลำโพงหรืออื่นๆได้ดีและละเอียดยิ่งขึ้น เป็นไงท่านข่านของผมเจ๋งไม๊ ใครที่ต้องการใช้เล่นร่วมกับอุปกรณ์ภายนอก ท่านไม่ต้องกังวลว่ามันจะแมทชชิ่งทางสัญญาณหรือไม่ เพราะ AK เค้าคิดแทนท่านเรียบร้อยแล้วจ้าๆๆๆ

ภาค DAC

ใน AK KANN ตัวนี้ใช้ชิปแดคตัวเดียวกับ AK 300 ครับ คือเป็นเบอร์ AK4490    จากค่ายดังแดนปลาดิบ Asahi KASEI ซึ่งถือว่าเป็น DAC chip ระดับพรีเมี่ยมของค่ายนี้เลยครับ  โดยยังคงวางชิปเป็นแบบ single แต่ที่น่าสนใจคือมันสามารถเล่นไฟล์ hires ได้ตั้งแต่ 32 bit 384kHz และเล่นได้ แบบ native DSD playback สูงถึง 11.2MHz ใครที่มีไฟล์ชั้นเลิศ คราวนี้ไม่ต้องกังวล ท่านเล่นมันได้อย่างตรงๆ ตามความสามารถที่ไฟล์จะแสดงผลได้เลยว่างั้น

หลังภาค DAC ไปไหนต่อ

ไฟล์สัญญาณดิจิตอลหลังภาค DAC มันจะวิ่งผ่านโวลุ่มคอนโทรล และผ่านภาคขยายหรือภาคแอมป์ก่อน หลังผ่านภาคแอมป์แล้วก็จะผ่องถ่ายสัญญาณแยกออกไปเป็นอิสระ 2 ชุด คือชุดแรกก็ไปที่ช่อง Headphone Out แบบธรรมดาหรือ Unbalanced ส่วนอีกช่องก็ไปออกที่ช่อง Unbalanced เพื่อคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ทาง AK บอกว่า ถ้ามีหูฟัง 2 ตัว สามารถฟังไปพร้อมกันได้เลย ซึ่งผมรู้สึกว่ากิ๊ปเก๋มากๆๆครั

ส่วนภาค Line Out นั้น เป็นช่องระดับเซียน คือพอสัญญาณไฟล์ดิจิตอลวิ่งผ่านภาค dac แล้ว มันไม่ผ่านวงจรเร่งลดเสียง ไม่ผ่านภาคขยาย แต่ปล่อยผ่านสัญญาณที่แปลงจากดิจิตอลเป็นอนาลอกแบบเพียวๆสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ท่านเอาไปเล่นกับเครื่องเสียงบ้านหรือซิสเต็มอื่นๆที่มี ช่องนี้เซียนใหญ่ชอบมาก เพราะมีให้เลือกทั้งแบบบาลานส์และแบบอันบาลานซ์ แถมปล่อยความแรงได้ตามใจนึก แหมอะไรจะครบถ้วนขนาน้านนน

ทีเด็ดภาค AMP

หัวใจและกลยุทธศึกที่ท่าน"ข่าน"ได้วางไว้อันนี้ ถือเป็นกลศึกที่สูงสุดของ KANN เพราะทาง AK ได้ทำการอัพเกรดภาคแอมป์ให้แรงขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนหน้ามากพอสมควร คือมีเมนู AMP Mode ให้เลือก 2 ระดับ คือ normal และ high ซึ่งมันก็คือการเร่งและลดขยาย gain ของสัญญาณได้ ทำให้เลือกปรับได้ตามใจชอบว่าจะเล่นกับหูตัวใหญ่ (Full Size) หรือเล่นกับหูตัวเล็ก (inear)

แอมป์แรงเหมือนม้าศึก??
หากไปดูพละกำลังของภาคแอมป์จะเห็นว่า KANN นั้นให้สัญญาณในช่องแบบ Normal ที่สูสีและมากกว่า AK300 แบบเดี่ยวๆอยู่เล็กน้อย คือช่องออกของ AK แรงระดับ 1.98 Vrms ทั้งช่อง unblanced/Balanced แต่ท่าน "ข่าน" นั้นแรงแซงไปที่ระดับ 2.0 vrms ซึ่งหลายคนบอกแหมแรงกว่านิดเดียว จะเรียกเป็นทีเด็ดได้ไงเนี่ย ยังก่อน ยังก่อน อ่านต่อก่อน

พอปรับภาคแอมป์ของ Kann ในเมนู Amp Mode ไปที่ High คราวนี้ม้าศึกคู่ใจของเจ็งกิสข่านก็แผลงฤทธิ์ทันที คือพอเซ็ทไปตำแหน่ง High ความแรงของภาคแอมป์ที่วัดจากแล็ปก็จะขยายเป็น Unblacned จะแรงถึง 4 Vrms และช่อง Balanced จะแรงขึ้นไปถึงระดับ 7 Vrms ซึ่งจากความแรงของภาคแอมป์ที่ท่านเห็นตัวเลขนี้นั้น มันขึ้นไปท้าชนกับ AK300 + AMP ซึ่งบวกลบคูณหารแล้ว ราคาปาเข้าไป 60000 บาท!!

อ้าว ยังงี้ผมซื้อ AK300 ไปแล้วไม่ต้องเอาไปเขวี้ยงหัวเฮียหรือไง 555 อันนี้ต้องบอกว่าทาง Astell&Kern ไม่ได้ออก KANN เพื่อมาเปลี่ยน AK300 ออก เพราะทาง AK นั้นวางตำแหน่งของทั้ง 2 รุ่นให้มีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ขนาด รูปลักษณ์ ราคา และซิกเนเเจอร์ของเสียงที่ต่างกัน ซึ่งฟังก์ชั่นที่อัดแน่นมาใน KANN นั้น ถือเป็นส่วนที่เสริมและเติมให้ AK Kann ต่างออกไป และผมคอนเฟิมว่า AK300 ยังฮิตและผลิตต่อ ไม่มีการ discontinued แต่อย่างใดในตอนนี้

ดูข้างในกันบ้างละกัน
ก็ไม่มีอะไรต่างไปมากจากเดิม ใครที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ AK สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องทำความเข้าใจแต่อย่างใด มันถูกวางแพลทฟอร์มของเมนูต่างๆไว้เหมือนกัน ส่วนทัชสกรีนก็ทัชกันต่อไป ส่วนปุ่มที่งอกมาเราก็กดกันไป แต่ส่วนที่ผมหงุดหงิดทุกทีก็คือเวลาจะเข้าไปเมนู setting ผมสงสัยว่าทำไมทาง AK ต้องทำให้มันดูยุ่งยากไปนิดสำหรับคนโง่ๆอย่างผม คือต้องทำการแตะค้าง แล้วไปยกนิ้วกระดกแตะอีกทีเพื่อให้เมนู setting มันงอกออกมา เฮ้อๆๆ

ปุ่มพื้นฐานต่างๆย้ายตามมาในเครื่อง KANN เหมือนเดิมทุกประการ คือไม่ว่าจะเป็น Bluetooth/Wifi หรืออื่นๆที่ส่วนมากคนจะรู้กันอยู่แล้ว ซึ่งผมจะขอข้ามไปเพราะขี้เกียจเล่า ท่านซื้อมาเดี๋ยวท่านก็เล่นเป็นเองนั่นแหละ 555 แต่เมนูหนึ่งซึ่งเก่าแก่แต่ผมไม่ค่อยได้ลองก็คือเมนู EQ หลังจากที่ไม่เคยลองใช้เพราะผมเป็นพวกต่อต้าน EQ แต่คราวนี้มีโอกาสได้ลองใช้ EQ ก็ต้องบอกว่าแปลกใจกับ EQ ที่ทาง AK ซอยละเอียดยิบถึง 20 bands หรือ 20 ย่านเสียง

และมีฟังก์ชั่นการปรับแต่ง EQ แบบยก curve ให้ชันมากน้อยขนาดไหนตามอัธยาศัย ผมลองเล่นไปหน่อยปรากฏว่าได้ผลดีพอสมควร คือ AK ไม่มี EQ สำเร็จรูปที่ส่วนมากชอบทำแบบ Jazz Pop Classic Rock Flat Boost Bass มาให้เลือก แต่ EQ ของ AK ออกแนว Custom จริงๆ ซึ่งจาการเร่งลดเสียง มันไม่ไปทำให้เสียงเพี้ยนจนท่านหน้าเหวอ แต่ต้องยอมรับว่า EQ ของ AK นั้นปรับแต่งยากพอสมควร ซึ่งคนธรรมดาไม่มีบุญญาธิการอาจจะไม่เข้าใจหลักการปรับ แต่คนที่เสียเงินมาเยอะ กินมาม่ามาเกิน 200 ลัง น่าจะชำนาญและมีประสบการณ์เรื่องปรับ EQ ได้ดีกว่า 555

มาทดลองฟังกันหน่อย

วันแรกที่ผมได้ตัวเดโมมา พอชาร์ตแบตและลงเพลงที่ฟังประจำไว้เสร็จ ก็ลองทดสอบฟังด้วยหูฟังตัวหลักๆของร้าน ผมลองเสียบ Grado RS1 เข้าไป ช่วงแรกสุดเล่นเอาหน้าเหวอไป 2 นาที เพราะซาวด์มันเปลี่ยน สไตล์เปลี่ยน จังหวะแรกที่ฟังกันกับ RS1 สิ่งที่ได้ยินคือเหมือนมันหนวกหู โหวกเหวก และเหมือนคนตะโกนใส่หู ผมต้องดึงหูฟังออกและถอยออกมาตั้งหลักใหม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ปรากฏว่า KANN ถูกเซ็ท AMP Mode ไว้ที่ High และผมคุ้นเคยกับการเปิดเพลงของเครื่องเล่น AK ไว้ที่ระดับเกิน 100 แต่พอมาเปิดฟังกับ KANN มันดังลั่น เหมือนม้าพยศที่เตรียมจะดีดคนขี่ลงจากหลัง เปรียบไปเหมือนม้าศึกที่ไม่ยอมให้เจ้าของหรือคนที่คู่ควรขึ้นขี่และกุมบังเยน เอาใหม่ๆ ตั้งหลักกันใหม่ ผมเซ็ทเมนูแอมป์ไปที่ normal พอเปลี่ยนโหมดปุ๊บ เครื่องมันจะลดระดับความดังลงมากันอันตรายจากความดังเฉียบพลันที่อาจจะทำอันตรายหูเราได้

ผมเปิดเพลงคุ้นเคย ค่อยๆเร่งระดับโวลุ่ม ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนคราวแรก พบว่าในการปรับภาคแอมปไว้แบบ normal และฟังที่ระดับโวลุ่ม 80-90 กับหูฟัง 32 โอมห์อย่าง Grado มันให้ความดังจนถือว่าเต็มที่แล้ว ซึ่งถือว่าพละกำลังของ KANN นั้น เมื่อเล่นกับหูฟังครูอย่าง Grado RS1 ผมถือว่ายังเหลืออีกมาก จะเรียกว่าไม่ทันได้เหงื่อก็ชนะน็อคไปแล้วก็ยังได้

ลองต่อกับหูฟังระดับครูอีกตัว นั่นก็คือ Sennheiser HD650 ดาวค้างฟ้าคู่กัดของ RS1 ซึ่งคู่นี้ถ้าเปรียบไปก็มารดำกับมารขาว คือตัวหนึ่งสดสว่าง และอีกตัวมืดทมึนจากโทนเสียง หูฟัง Sennheiser HD650 นั้นความต้านทานที่ 300 โอห์ม ถือว่าเป็นหูฟังที่โอห์มสูงและต้องการแอมป์ในการขับคุณภาพของเสียงออกมาให้ได้ตามต้องการ เสียบตรงกับ KANN ด้วยช่องเมนู normal ก่อน ผมไม่เห็นแววว่าจำเป็นจะต้องปรับแต่งไปเป็น High ทำไมให้เมื่อย

เพราะด้วยการใช้ amp ในโหมด normal และฟังกับ HD650 นั้น เร่งที่ความดังระดับ 110-120 ผมถือว่าให้เสียงที่เต็มและดัง และขับความถี่ย่านต่างๆออกมาได้ดี ซึ่งอานิสสงค์ส่วนหนึ่งนั้น HD650 ไม่ใช่หูฟังที่ขับยากอะไรนักอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ผมลองปรับ amp ไปที่ high เอาล่ะวา ทุกอย่างมาเป็นลำ ระดับโวลุ่มถูกลดลงเพื่อความเหมาะสมในการฟัง ความถี่ย่านต่างๆถูกขับออกมาได้ดีโดยไม่มีอาการเค้นจนหอบ ซึ่งทั้งปวงน่าจะมาภาคแอมป์ที่แรงขึ้นล้วนๆ

สลับกลับไปฟังที่หูฟังตัวเล็กอย่าง inear ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปตั้ง amp mode ให้เป็น High แต่อย่างใดนะครับ ผม Recommend ให้ตั้งไว้ที่ normal เพราะว่านอกจากเสียงจะไม่แมทช์กับสัญญาณแล้ว การใช้ amp mode High นั้น สามารถสร้างความเพี้ยนให้กับหูฟัง inear โดยไม่จำเป็น เอาเป็นว่าช่อง high เอาไว้เป็นหน้าที่สำหรับการขับหูฟังตัวโตๆก็แล้วกัน

พวกหูฟังตัวเล็กๆ ส่วนมากอยู่แถวสิบกว่าโอห์ม ผมเลือก Beyer Dynamic T8IEMK2 ซึ่งเป็นหูฟังที่ collaboration หรือเป็นร่วมมือกันกับ AK มาลองฟังด้วย mode normal ซึ่งปกติแล้ว T8IE ถือว่าเป็นหูฟังที่ขับง่าย ผมเปิดความดังที่ระดับ 60 ถือว่าดังมากฟังพอดี แต่พอขยับไปที่ระดับ 70 ขี้หูของผมออกมาเต้นระบำอยู่หลายก้อน ซึ่งถือว่าหูฟังตัวเล็กๆๆไม่ว่าจะเป็น inear หรือ custom ท่านไม่ต้องไปขวนขวายอะไร มันดังจนไม่ต้องไปยุ่งกับการปรับ mode High

แล้วผมก็ย้ายตูดไปใช้หูฟังที่มา Collab กับ AK อีกแบรนด์ จนเป็นแบรนด์คู่ขวัญไปแล้ว นั่นก็คือ JH Audio ซึ่งผมหยิบตัวท็อปอย่าง Layla IIที่มีหัวแจ็คเป็นบาลานส์มาเล่นร่วมกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ซึ่ง Layla นั้นถือว่าขับยากกว่า T8IE เล็กน้อย แต่คอนเฟิร์มว่าท่านไม่ต้องไปทะลึ่งเปิดแอมป์ให้เป็น high แต่อย่างใด เพราะเท่าที่ KANN ให้ท่านมานั้น ถือว่าพละกำลังมันเหลือเฟือจนไม่จำเป็นต้องไปพึ่งก็อกสองก็อกสามแต่อย่างใด

ทันทีที่กดปุ่ม Play เจ้า Layla II ก็ส่งเสียงร้องราวกับม้าศึกผู้คึกคะนอง ท่านข่านขึ้นควบและวิ่งนำหน้าทัพมองโกลไปข้างหน้า คว้าธนูยิงออกไปคราละ 3 ดอกเข้ากลางหว่างอกข้าศึกร่วงตกหลังม้าทั้ง 3 คน ผมถือว่าเป็นความฉมังของ KANN ที่ดีไซน์และออกแบบภาคขยายผนวกเพิ่มเข้ามาในตัวของมัน โดยแทบไม่ได้เรียกเก็บสตางค์เพิ่มจนเกินงามแต่อย่างใดเลย

เสียงโดยรวมล่ะ

การมาของท่านข่านนี้สร้างความแตกต่างจากเพลย์เยอร์ในค่ายเดียวกันอยู่พอสมควร หลายคนชอบซาวด์ซิกเนเจอร์ของ AK ในความละมุน นุ่ม กลมกล่อม หวานปลาย บางคนที่ใช้หูฟังตัวใหญ่รู้สึกว่าพละกำลังนั้นน้อยไปเมื่อเล่นร่วมกัน แต่พอมาเป็นข่าน ทุกอย่างเหมือนถูกปฏิวัติ ทั้งแนวเสียง ทั้งราคา และรูปลักษณ์

แนวเสียงของข่านนั้นออกไปทางคึกคัก รุกเร้า สด รายละเอียดของกลางแหลมนั้นชัดเจนและเข้มขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆในปัจจุบัน  ในขณะที่เบสนั้นให้แรงกระแทกที่สัมผัสได้ดีขึ้น เวทีเสียงในช่วงแรกของการฟังเหมือนจะยังไม่เปิดเผยนัก เครื่องดนตรีหลายชิ้นยังเหมือนบังกันอยู่เล็กน้อย อันนี้เป็นการฟังแบบแกะกล่องใหม่เอี่ยม และเป็นเสียงช่วงก่อนทำการเบิร์นเครื่องให้เข้าที่ ซึ่งในขณะที่รีวิวอยู่นี้ Firmware ตัวล่าสุดก็ออกมา ผมรีบลง firmware ตัวใหม่ทันที และทำการเบิร์นเครื่องต่อ โดยต่อให้ครบโหลดและเปิดทิ้งไว้

แล้วธนูจากมือท่านข่านก็เล็งเข้าเป้า หลังผ่านการเบิร์นไปราวๆ 50-70 ชั่วโมง และกับ Firmware ตัวล่าสุด ท่านข่านให้เสียงกลางที่ดีกว่าเดิม คือสด แต่ไม่จัดจ้านจนเกินไปเหมือนในช่วงแรกก่อนเบิร์น ไดนามิกต่างๆทำได้ดีมาก สืบเนื่องจากกำลังแอมป์ที่มาแบบเหลือเฟือ เวทีเปิด ซาวด์เสตทกว้างขวางขึ้น ช่องไฟถ่างออก และสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ความลื่นไหลต่อเนื่องที่เคยฟังแล้วหลงมนต์เสน่ห์ในรุ่นใหญ่ๆ เหมือนจะถูกบรรจงถ่ายทอดลงมาใน KANN อีกด้วย

ขยับกับอัลบั้มร็อคต่างๆ ผมฟังวนไปมาด้วย Pink Floyd สลับกับออดิโอไฟล์โหลๆที่มีประจำเครื่อง พบว่า KANN ให้ความคึกคักและฟังสนุกได้ดีกว่าที่คาดไว้ เสียงกลองที่หวดกระหน่ำ รวมถึงเสียงต่ำคำรามของอัลบั้ม Pulse ในเพลง Sorrow มันกระหึ่มและกระแทกใจกว่าเพลย์เยอร์ตัวอื่นๆของค่าย เสียงกีตาร์นั้นกรีดร้อง กลองให้จังหวะที่รุกเร้า กระแทกกระทั้น เสียง Mid Bass อิ่มหนาลงไปรับกับช่วง deep bass อย่างเหมาะเจาะ แล้วความมันส์และสนุกเร้าใจก็บังเกิดโดยฉับพลัน

ฟังกับเพลงแนวออดิโอไฟล์ทั่วไปถือว่าไม่ตรงแนว Kann นัก แต่ผมก็ยังถือว่าทำคะแนนออกมาได้ดีครับ คือฟังได้สบายไม่คิดมาก คือด้วยซาวด์ที่ถูกจูนเสียงให้มันค่อนไปทางร็อคซะมากกว่า เลยมีสีสันมากกว่าแนวออดิโอไฟล์ที่ส่วนมากมักต้องการความเที่ยงตรงราบเรียบของเนื้อเสียงมากกว่า หรือจะว่าไป ข่าน แนวเสียงนั้นออกแนววัยรุ่น ที่เน้นฟังเพลงป็อบร็อค ร็อค เมทัล และดนตรีแนวอิเลคทรอนิคอื่นๆ

มีทริคอยู่นิดนึงเกี่ยวกับ EQ หลายท่านที่อยากใช้ KANN ฟังพวกแนวออดิโอไฟล์กับเค้าบ้าง ผมแนะนำให้สร้าง Custom EQ ขึ้นมาซักอัน อาจจะตั้งชื่อว่า Audiophile ให้เท่ๆ แล้วท่านก็ลองจูน EQ 20 แบนด์ให้ได้เสียงกลมกล่อม ราบเรียบ ซึ่งท่านอาจจะไม่ต้องนอนอยู่ 2 วัน 2 คืนเหมือนผม แต่เมื่อความเพียรลุล่วง ผมอยากจะบอกว่าท่านสามารถใช้ KANN มาฟังเพลง audiophile ได้แบบไม่มีข้อตำหนิ หรือจะว่าไปถ้าแต่งให้ดีๆ แทบไม่น้อยหน้ารุ่นพี่ๆของมันเลยด้วยซ้ำ

ท่านข่าน ถูกออกแบบมาให้เป็นเพลย์เยอร์ที่ให้พละกำลังสูง ผมว่าสูงเกินความจำเป็นสำหรับหูฟังขนาดเล็กทุกๆตัวในโลก ส่วน amp mode High นั้น ผมนำไปขับหูฟังหลายๆตัวที่ขึ้นชื่อว่าขับยาก เช่น HD800, AKG K812, Audeze LCD4 ถือว่าสอบผ่านได้ดีทั้งหมด อาจจะไม่ได้ขับหูฟังเหล่านั้นได้เต็มประสิทธิภาพก็จริง แต่เสียงโดยรวมไม่มีขี้เหร่ ไปวัดตอนสายๆได้อย่างสบายๆ มันทำให้ท่านสามารถใช้หูฟังขนาดใหญ่แต่สามารถพกพาเดินฟังไปฟังมาเหมือนกับมันเป็นหูฟังเล็กๆ หรือใช้เดินทางไปที่ต่างๆโดยอาจจะไม่ต้องง้อแอมป์บ้านเป็นการชั่วคราวว่างั้น (จะว่าไปผมว่าโคตรเจ๋งกับการที่เอาหูฟังตัวบักเอ้บพกแล้วฟังกับเพลย์เยอร์ตัวนิดเดียวได้)

สรุป
KANN หรือท่านข่านคือนักรบและจอมทัพ ลีลาโดยรวมของเครื่องเล่นออกไปทางฟังสนุก คึกคัก เร้าใจ ไปกันได้หลากหลายแนวเพลงไม่จำกัด เพียงแต่ทำได้ดีมากับเพลงบางแนว มันเป็นตัวเลือกแรกของคนที่ชอบฟังเพลงสนุก คึกคัก และต้องการความมันส์ที่ทะลุขีดจำกัดของเพลย์เยอร์แนวอื่นๆ ด้วยฟังก์ชั่นที่อัดเพิ่มเข้ามาใน Kann โดยไม่ได้เพิ่มราคาสูงจนจับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคแอมป์ที่แรงขึ้นมากถึงโคตรมาก หรือการแยก line out ออกมาต่างหากจาก headphone out และแบตที่อึดขึ้นมาอีกมากมาย และความถนัดในการจับและใช้งาน ผมว่าปีนี้น่าจะเป็นปีของท่านข่านอย่างไม่ยากเย็นนัก

คารวะท่านเจ็งกิสข่าน จอมทัพตราบนิรันดร์....


Astell&Kern "KANN"
ราคาจำหน่าย 39,500 บาท
ที่ร้านมั่นคงทุกสาขา

สเปค

Model KANN

- Body Material Aluminum
- Display 4inch WVGA (480 x 800) Touchscreen
- Output Level [Phone Out] Normal: Unbalance 2Vrms / Balance 2Vrms (Condition No Load) 
High: Unbalance 4Vrms/ Balance 7Vrms (Condition No Load)
[Line Out] Unbalance 2Vrms / Balance 2Vrms (Condition No Load)
- DAC AKM AK4490 x1 (Single DAC)
- Support up to 32bit / 384kHz Bit to Bit Decoding
- Clock Jitter 30ps(Typ)
- Reference Clock Jitter 200 Femto Seconds 
- Battery 6,200mAh 3.7V Li-Polymer Battery
- Built-in Memory 64GB [NAND]
- External Memory microSD (Max. 256GB) x1
SD (Max. 256GB) x1

จบแล้วจ้าๆๆๆๆ 555

หมายเหตุ : รีวิวกับภาพประกอบอาจจะไม่ตรงกัน เพราะผมใช้วิธีพิมพ์ไปเรื่อยๆ และถ่ายภาพไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เจาะจงเป็นลักษณะรีวิวบรรยายภาพนะครับ^^

...

รีวิวโดย : นายมั่นคง